วันนี้ 1 มี.ค.62 เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุม 1 อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเตรียมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ถือว่าเป็นพระราชพิธีสำคัญที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งไม่ต้องมีการก่อสร้างถาวรวัตถุ เพียงเอาโบราณวัตถุเดิมที่มีอยู่มาบูรณะซ่อมแซมใหม่ เเละใช้งาน ซึ่งขั้นตอนส่วนใหญ่หนักในเรื่องพิธีพราหมณ์ตามพระราชประเพณี โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ พระราชพิธีเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย
พระราชพิธีเบื้องต้น…เตรียมน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สำหรับพระราชพิธีในเบื้องต้น นายวิษณุ กล่าวว่า จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน เริ่มจากการเตรียมน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเริ่มจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับการเตรียมน้ำอภิเษกเเละน้ำสรงพระมุรธาภิเษก โดย
“น้ำสรงพระมุรธาภิเษก” ประกอบด้วย เบญจสุทธคงคา เเละน้ำจากสระ 4 สระ ในจังหวัดสุพรรณบุรี
“น้ำอภิเษก” ประกอบด้วย น้ำจากเเหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จากกรุงเทพฯ เเละน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 76 จังหวัด ซึ่งรวมเเหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 จำนวน 108 แห่ง
“ย้อนกลับไปในสมัยอยุธยา จะต้องใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากเเม่น้ำ 5 สายในอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นการเดินทางไปยังอินเดียเพื่อนำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาทำพิธีเป็นเรื่องยาก สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนี้ได้จะใช้เเหล่งน้ำที่ 2 เเละ 3 โดยเเหล่งน้ำเเรกคือเเม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย 5 สาย เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นเรื่องยาก จึงจะใช้เเหล่งน้ำที่ 2 คือ เเม่น้ำ 5 สายในประเทศไทย ที่สมมติขึ้นเเทนแม่น้ำ 5 สายในอินเดีย เรียกว่า เบญจสุทธคงคา เเปลว่า เเม่น้ำอันบริสุทธิ 5 แห่ง นั่นคือ
น้ำจากเเม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา เเม่น้ำราชบุรี เเละแม่น้ำเพชรบุรี ทั้งนี้จะต้องมีการจำเพาะเจาะจงตักน้ำจากบริเวณที่กำหนดอีกด้วย”
นอกจากนี้จะต้องนำน้ำจากสระ 4 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ใช้กันมาตั้งเเต่สมัยอยุธยาตลอดจนกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เเก่ สระคา สระเกษ สระเเก้ว สระยมนา ต่างเป็นสระโบราณที่มีอยู่ในสุพรรณบุรีมาหลายร้อยปี
โดยจะใช้น้ำจากเบญจสุทธคงคา เเละสระ 4 สระ มาเจือผสมกัน ในการ “สรงพระมุรธาภิเษก” ขณะนี้การเตรียมการจะเน้นไปที่การเตรียมน้ำเพื่อใช้ในพิธีดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการขอบสระ กำหนดจุด เเละเตรียมการอย่างดีเป็นที่เรียบร้อย
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=553433625140164&id=536077073542486
พิธีพลีกรรม
ขั้นตอนต่อมาหลังการเตรียมน้ำ นายวิษณุ ระบุว่า คือการตักน้ำ ที่เรียกว่า พิธีพลีกรรม ซึ่งมีขั้นตอนในการเตรียมน้ำ ดังนี้
1. ตักน้ำจากเเหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทุกจังหวัดในวันที่ 6 เมษายน โดยเป็นเเหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน บางจังหวัดมีแหล่งน้ำกว่า 2-4 แห่ง รวมทั้งประเทศได้ 107 จุด จากทั้ง 76 จังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครนั้น น้ำศักดิ์สิทธิ์มีอยู่เเล้วใน หอศาสตราคม ซึ่งได้เก็บรักษาน้ำ เเละมีการเสกน้ำนี้ใช้ในพระมหากษัตริย์ตลอดมา นับเป็นเเหล่งน้ำรวมทั้งหมด 108 แห่งพอดี
2. ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญต่างๆ ในเเต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ในวันที่ 8 เมษายน
3. ทำพิธีเสกน้ำอภิเษกรวมจากกรุงเทพมหานคร เเละ 76 จังหวัด ที่วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพหมานคร ในวันที่ 18 เมษายน โดยน้ำทั้งหมดจะถูกบรรจุในคนโทที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ เเละมีตราสัญลักษณ์ของงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ ขณะนี้การจัดทำคนโทเรียบร้อยเเล้ว ขาดเเต่การประทับตราสัญลักษณ์พิธีเท่านั้น
ซึ่งรัฐบาลได้กำหนด โดยเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมออกเเบบเเล้วนำเชิญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายประมาณ 7-8 แบบ โดยทรงพระราชวินิจฉัยเลือกเเล้ว 1 แบบ เเต่ยังอยู่ในการปรุง (ปรับปรุง) คาดว่าจะพระราชทานกลับมาให้รัฐบาลในเร็ววันนี้
สำหรับตราพระราชสัญลักษณ์ประจำงานนี้ ถือเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพราะจะใช้ในการประทับลงบนคนโทบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทั้งมอบให้กรุงเทพใช้เป็นเเบบจัดสร้าง ศาลา ซุ้ม พลับพลาอื่นที่ใช้ในพระราชพิธี รวมถึงใช้ประทับตราลงบนธงที่ใช้ตลอดงานพระราชพิธี
นอกจากนี้ยังเชิญตราสัญลักษณ์ไปทำเป็นเข็มที่ระลึก มี 2 แบบ 1. เข็มพระราชทาน ใช้กับข้าฝ่าละอองธุลีพระบาทในการประดับปกเสื้อตามที่เคยใช้มา 2.สำหรับบุคคลที่ไม่มีโอกาสได้รับพระราชทาน แต่ประสงค์อยากได้เข็มมาประดับ สำนักนายกรัฐมนตรีจะขอพระราชทานราชานุญาติจัดทำเข้มที่ระลึก ในลักษณะเดียวกับเข็มพระราชทาน เพียงเเต่ไม่มีอักษรพระราชทาน ออกจำหน่ายเเก่ประชาชนทั่วไป
4. ทำการแห่เชิญน้ำอภิเษกจากวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 19 เมษายน เเละจะต้องมีการเตรียมเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อให้มีการใช้ให้เหมือนกันทั้งประเทศ อีกทั้งเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้แผ่นทองคำสำหรับใช้จารึกพระสุพรรณบัฏแกะดวงพระราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกร สำหรับเครื่องมือเครื่องใช้ก่อสร้างมณฑปพระกระยาสนาน ซ่อมเกยสำหรับที่จะเสด็จลงเสลี่ยงหรือพระราชยานก้าวลงประทับแล้วเสด็จฯ เข้าสู่พระอุโบสถ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแนะนำให้ระมัดระวังเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้คน
นายวิษณุ เปิดเผยว่า การเตรียมเกี่ยวกับขบวนพยุหยาตรา ซึ่งในทางสถลมารคจะใช้ระยะเวลาทั้งหมด 4.30 ชั่วโมง เเบ่งเป็นริ้วขบวน 3 ชั่วโมง เเละอีก 1.30 ชั่วโมง จะเป็นช่วงเสด็จเข้าสู่พระอารามหลวง 3 แห่ง รวมระยะทางทั้งสิ้น 7 กิโลเมตร ซึ่งฝ่ายทหารได้มีการเตรียมการในส่วนนี้แล้ว โดยได้มีการตัดชุด ซ้อมเดินขบวนไปเป็นที่เรียบร้อย
เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานที่ จะมีการประชุมเพื่อคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าเฝ้าฯ ทูลละอองทุลีพระบาทในพิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พิธีในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พิธีในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พิธีในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พิธีเสด็จออกมหาสมาคมที่พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และภายในพระอารามหลวงทั้ง 3 แห่ง โดยจะต้องหารือ เเละตระเตรียมให้ทุกอย่างออกมาอย่างลงตัว แต่ด้วยมีข้อจำกัดด้านสถานที่ จึงต้องมีการผลัดเวรกัน
“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแนะนำให้ระมัดระวังเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้คนระหว่างพระราชพิธีต่างๆ เนื่องพระราชวงศ์หลายพระองค์ รวมทั้งบุคคลสำคัญต่างๆ หลายท่านเป็นผู้สูงอายุ การเดินจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งเป็นการเปลี่ยนจุดที่ละเอียดอ่อน จะต้องเป็นฝ่ายรอเฝ้าฯ ก่อนหรือตามไปเฝ้าฯทีหลังต้องได้จังหวะจะโคนที่พอดี”
พระราชพิธีเบื้องกลาง ประชาชนสามารถเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฯ ได้
พระราชพิธีเบื้องกลาง นายวิษณุ กล่าวว่า วันที่ 6 พฤษภาคม จะทรงเสด็จออกสีหบัญชร ประชาชนสามารถเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฯ ถวายพระพรชัยมงคลได้ที่ถนนสนามไชย สวนสราญรมย์ ศาลฎีกา ไปจนถึงสนามหลวง คาดว่าจะมีประชาชนนับแสนนับล้านร่วมเฝ้าชื่นชมพระบารมี ซึ่งกรุงเทพมหานครจะติดตั้งจอแอลอีดีตามจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมการถ่ายทอดสด หลังจากนี้จะเสด็จรับคณะทูตถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
สำหรับประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยว สามารถติดตามพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้จากการถ่ายทอดสดและเทปบันทึกภาพจากทางโทรทัศน์ หรือมาเฝ้าฯรับเสด็จได้ตามริมเส้นทางเสด็จฯเลียบพระนคร ในวันที่ 5 พฤษภาคม และมาเฝ้าฯรับเสด็จออกสีหบัญชร ที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ตั้งแต่บริเวณถนนสนามไชยเข้าไปยังสวนสราญรมย์ วนออกไปทางศาลฏีกา สนามหลวง
“ภาพรวมการจัดเตรียมงานพิธีบรมราชาภิเษกคืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว งานพระราชพิธีครั้งนี้รัฐบาลตั้งงบไว้ 1,000 ล้านบาท จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นประโยชน์ ใช้ไปแล้วจะอยู่คงทนถาวร ไม่สิ้นเปลือง เช่นในการปรับปรุงเส้นทางต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตด้วย เช่นจะมีการนำสายไฟลงดินในพื้นที่ 7 กิโลเมตรที่เป็นเส้นทางเสด็จฯ การซ่อมแซมเรือในพระราชพิธีที่เราไม่ได้ซ่อมมากว่า 10 ปี” นายวิษณุกล่าว
พระราชพิธีเบื้องปลาย ใช้เรือพระที่นั่ง 4 องค์ ฝีพายจำนวน 2,200 นาย
ส่วนทางชลมารคซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลายนั้น จะมีในปลายเดือนตุลาคม ช่วงเวลา 16.00 น. จะมีการใช้เรือในพระราชพิธี ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 องค์ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ในรัชกาลที่ 9 และเรือพระราชพิธีอีก 48 ลำ ใช้ฝีพายจำนวน 2,200 นาย โดยขบวนพยุหยาตราชลมารคจะเริ่มที่ท่าวาสุกรีไปยังวัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร และจะมีการเห่เรือตลอดเส้นทาง ระยะทาง 4 กิโลเมตร