เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บางจากได้ฤกษ์เปิดปั๊ม ‘Bangchak Hong Kong’ รุกตลาดเอเชียเหนือ คงแบรนด์ Caltex ชั่วคราว
Economic บางจากได้ฤกษ์เปิดปั๊ม ‘Bangchak Hong Kong’ รุกตลาดเอเชียเหนือ คงแบรนด์ Caltex ชั่วคราว
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี’70 ได้งบฯแค่ 4.2 หมื่นล้าน ปลัดคลังชี้ไม่พอต้องขอจากงบฯกลาง
Finance บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี’70 ได้งบฯแค่ 4.2 หมื่นล้าน ปลัดคลังชี้ไม่พอต้องขอจากงบฯกลาง
เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
World เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
GPSC พร้อมทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR 2,400 เมกะวัตต์ รับดีมานด์ Data Center
Economic GPSC พร้อมทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR 2,400 เมกะวัตต์ รับดีมานด์ Data Center
นักวิชาการ มธ. หนุนปลดล็อกผู้บริหารท้องถิ่นห้ามนั่งเกิน 2 วาระ เห็นด้วยเริ่มต้นอายุ 25 ปี
Politics นักวิชาการ มธ. หนุนปลดล็อกผู้บริหารท้องถิ่นห้ามนั่งเกิน 2 วาระ เห็นด้วยเริ่มต้นอายุ 25 ปี
ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
ห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนินผนึกกำลัง ททท. ส่งออกมวยไทยสู่สายตาชาวโลก
Biz Movement ห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนินผนึกกำลัง ททท. ส่งออกมวยไทยสู่สายตาชาวโลก
โซลาร์ภาคประชาชน 2569 : เปิดขั้นตอนสมัครผ่าน กฟน.-กฟภ. เช็กเงื่อนไข-เอกสาร
Economic โซลาร์ภาคประชาชน 2569 : เปิดขั้นตอนสมัครผ่าน กฟน.-กฟภ. เช็กเงื่อนไข-เอกสาร
มท.พบข้าราชการ สถ. มีมูลผิดวินัยหนัก 5 คน สุ่มตรวจ 79 รายคำตอบไม่ตรงเกินครึ่ง
Politics มท.พบข้าราชการ สถ. มีมูลผิดวินัยหนัก 5 คน สุ่มตรวจ 79 รายคำตอบไม่ตรงเกินครึ่ง
พาณิชย์เคลียร์กุ้งตกค้างหมด ดึงดีมานด์ 2,900 ตัน จี้สินค้าลดราคาตามต้นทุนพลังงาน
Economic พาณิชย์เคลียร์กุ้งตกค้างหมด ดึงดีมานด์ 2,900 ตัน จี้สินค้าลดราคาตามต้นทุนพลังงาน
ดูทั้งหมด

ทิศทาง CSR ปี”62 มุ่งคุณค่า+ผลกระทบสู่ความยั่งยืน

05 มี.ค. 2562 | 15:10น.

เพราะความตื่นตัวในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (ซีเอสอาร์) มีปัจจัยมาจากแรงผลักดันใน 2 ขั้วหลัก คือ การทำตามกระแส ทั้งที่เกิดจากองค์กรข้างเคียงในอุตสาหกรรมนั้น ๆ หรือจากคู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจ ตลอดจนกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นขั้วของการทำซีเอสอาร์ในเชิงรับ โดยรูปของการดำเนินงานที่เห็นบ่อยครั้ง คือ กิจกรรม (อีเวนต์) รายครั้ง ที่สามารถประชาสัมพันธ์ให้เห็นเป็นรูปธรรมง่าย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจที่ทำอยู่

ขณะที่อีกขั้วหนึ่งทำเพราะเห็นคุณค่า ที่ได้รับประโยชน์ร่วมทั้งแก่องค์กร อาทิ ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มผลิตภาพ การขยายโอกาสทางธุรกิจ และทั้งแก่สังคม อาทิ การเพิ่มทักษะอาชีพให้คนในชุมชน การช่วยกระจายรายได้ การทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยฝั่งนี้ถือเป็นการทำซีเอสอาร์เชิงรุก ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นกระบวนการ (process) ที่ต่อเนื่อง สอดคล้องกับสายงาน การปฏิบัติงาน หรืออยู่ในการดำเนินธุรกิจปกติ

ทั้งนั้น องค์กรที่ต้องการได้ประโยชน์ที่ครอบคลุมจากการทำซีเอสอาร์ จำเป็นที่ต้องยกระดับจากการทำกิจกรรม มาสู่กระบวนการ และกิจการเหล่านั้นจำเป็นต้องปรับเป้าหมายของการทำซีเอสอาร์ ให้มุ่งไปที่การได้มาซึ่ง “คุณค่า (value)” และ “ผลกระทบ (impact)” ที่มากขึ้นจากเดิม

ด้วยเหตุนี้เอง สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะองค์กรที่มุ่งเน้นงานด้านการส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ และการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ ด้วยการวิจัย การฝึกอบรม และการให้คำปรึกษาแก่ภาคเอกชน ภายใต้บริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงแถลงถึงผลการประเมินทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคม ประจำปี 2562 ภายใต้รายงานชื่อ “6 ทิศทาง CSR ปี 2562 : The Power of Sustainability” เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงาน และองค์กรธุรกิจในการนำไปใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานด้านซีเอสอาร์ และความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “คุณค่า” และ “ผลกระทบ” ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร และความคาดหวังของสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

“ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ในการประมวลทิศทางซีเอสอาร์ของสถาบันไทยพัฒน์เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 นั้น พบว่าแนวโน้มของทิศทางมีได้หลากหลายมิติขึ้นอยู่กับความพร้อมองค์กร และความเป็นไปของโลกในแต่ละปี ทั้งยังต้องทำให้ครอบคลุมกับการเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ได้จำกัดว่าบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ที่สำคัญ ทั้ง 6 ทิศทางที่ประกาศออกในแต่ละปีจึงถือว่าครอบคลุมรอบตัว เหมือนทิศทั้ง 6 ตามหลักพุทธศาสนา

สำหรับ 6 ทิศทางซีเอสอาร์ ประจำปี 2562 ที่สถาบันไทยพัฒน์ประมวลผลออกมา ประกอบด้วย

ทิศทางที่ 1 The Rise of Waste-Free Campaign แปลงขยะ (waste) ปลายทาง ให้กลับมาเป็นวัสดุ (materials) ต้นทาง โดยในปี 2562 ธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแห่ง จะลุกขึ้นมาจัดการกับขยะบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก ทั้งในแง่ของการส่งเสริมการลดใช้บรรจุภัณฑ์แบบครั้งเดียวทิ้ง การหาวิธีทดแทนบรรจุภัณฑ์เดิม และการใช้ซ้ำบรรจุภัณฑ์ ในขณะที่ธุรกิจในหมวดพาณิชย์ที่เป็นผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้าปลีก โดยเฉพาะที่มีหน้าร้านเป็นสถานที่จัดจำหน่าย จะออกแคมเปญเพื่อกระตุ้นหรือจูงใจให้ผู้บริโภค ลดการรับหีบห่อหรือภาชนะที่เป็นพลาสติกอย่างต่อเนื่อง

ทิศทางที่ 2 Inclusive Supply Chain เปลี่ยนบทบาทผู้ด้อยโอกาส จากการเป็น “ผู้รับมอบ” ความช่วยเหลือมาเป็น “ผู้ส่งมอบ” ในสายอุปทาน ซึ่งภาคธุรกิจจะให้ความช่วยเหลือทางสังคมแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ถูกคัดเลือก ด้วยการพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ การสร้างอาชีพรายได้ แทนการมอบเงิน หรือสิ่งของ ในลักษณะที่เป็น CSR-after-process มาสู่การจัดหาด้วยการเปิดโอกาสให้เป็นผู้ส่งมอบในสายอุปทาน ซึ่งจัดเป็น CSR-in-process ที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน

ทิศทางที่ 3 The Shift to the SDG Economy การเคลื่อนย้ายสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ความเข้มข้นของการขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองต่อ SDGs ในภาคธุรกิจ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินงานที่เป็นไปอย่างรับผิดชอบ (act responsibly) ต่อผลกระทบในเชิงลบ แต่รวมถึงการแสวงหาโอกาส (find opportunities) ที่เป็นการสร้างคุณค่าหรือผลกระทบในเชิงบวก เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG economy) ในอีกทางหนึ่งด้วย

ทิศทางที่ 4 Investments in the Third Dimension เปิดโลกทัศน์การลงทุน จาก risk-return profile ไปสู่การเพิ่มมิติที่เป็น real world impact โดยผู้ลงทุนประเภทสถาบันที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน ESG จะเพิ่มการพิจารณาผลกระทบเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก (real world impact) เป็นมุมมองของการลงทุนในมิติที่สาม เพิ่มเติมจากการพิจารณาคุณลักษณะความสัมพันธ์ด้านความเสี่ยงและผลตอบแทน (risk-return profile) ในแบบทั่วไป

ทิศทางที่ 5 Impact is the New Accountability Principle ใช้หลักการ accountability เพื่อจัดการ sustainability อย่างบูรณาการ ถือเป็นที่คาดหมายว่า กิจการที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในผลการดำเนินงาน และการรายงานด้านความยั่งยืน ผ่านการให้ความเชื่อมั่นจากหน่วยงานภายนอก (external assurance) จะนำชุดหลักการ accountability ที่ได้เพิ่มเติมหลักผลกระทบ (impact) ไว้เป็นหลักการที่สี่ มาใช้กำกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และสื่อสารถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในรอบปีการดำเนินงานนี้ เป็นต้นไป

ทิศทางที่ 6 Sustainability S-curve ยกระดับจากกลยุทธ์ความยั่งยืน (sustainability strategy) ไปสู่กลยุทธ์ที่ยั่งยืน (sustainable strategy) โดยวิสาหกิจที่อาศัยกลยุทธ์ความยั่งยืนเป็นเครื่องมือดำเนินงานมาระยะหนึ่ง จะเริ่มผนวกเรื่องความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์องค์กร มีการวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และคณะกรรมการบริษัทจะเป็นผู้กำกับดูแลกลยุทธ์ (องค์กร) ที่ยั่งยืน (sustainable strategy) โดยไม่จำเป็นต้องมีคณะผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืนแยกต่างหากอีกต่อไป

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจาก 6 ทิศทางที่สถาบันไทยพัฒน์ประกาศออกมาแล้ว ส่วนที่เป็นปัจจัยสำคัญ และถือเป็นไฮไลต์ของการทำซีเอสอาร์ในปีนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “คุณค่า value” และ “ผลกระทบ impact” เนื่องจากสองเรื่องนี้จะเป็นตัวเชื่อมของทั้ง 6 ทิศทาง ที่ทางสถาบันได้ประกาศออกมา

“อย่างการทำเรื่องขยะในทิศทางที่ 1 เพื่อมุ่งให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด หรือทิศทางที่ 4 เรื่องการลงทุนที่ยั่งยืน ที่ดูว่ารูปแบบ วิธีการลงทุนในตลาดทุนจะเป็นส่วนเสริมที่ทำให้โลกดีขึ้นได้อย่างไร ตลอดจนทิศทางที่ 3 เรื่องของ SDG economy ที่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

“ฉะนั้น เรื่องของคุณค่า และผลกระทบ จึงเป็นตัวเชื่อมของทั้ง 6 ทิศทาง ทั้งยังเป็นแนวทางหลักของการทำซีเอสอาร์สำหรับองค์กรที่ต้องการได้ประโยชน์เต็มจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างให้เกิดเป็นคุณค่าทั้งต่อสังคม และต่อกิจการที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมถึงคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของกิจการในการสร้างผลกระทบเชิงบวก และบรรเทาผลกระทบเชิงลบที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น รวมทั้งการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนถึงพัฒนาการเรื่องซีเอสอาร์ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา “ดร.พิพัฒน์” มองว่า เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความเข้าใจขององค์กรเกี่ยวกับซีเอสอาร์ว่าไม่ใช่เรื่องการทำ พี.อาร์. หรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นเรื่องกระบวนการที่ต้องตอบสนองต่อความยั่งยืนในมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น

“ปัจจุบันไม่มีองค์กรไหนในตลาดทุนที่ออกมาสร้างภาพลักษณ์ในเชิงของอีเวนต์ แต่จะเน้นภายในกระบวนการมากกว่า ตรงนี้ถือเป็นพัฒนาการด้านซีเอสอาร์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อย่างเห็นได้ชัดเจน”

อันเป็น 6 ทิศทางที่มุ่งสร้างคุณค่าและผลกระทบให้กับกิจการ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างยั่งยืน 

คลิกอ่านเพิ่มเติม.. Value x Impact เครื่องมือซีเอสอาร์ใหม่