“ไต้หวัน” แบนสตรีมมิ่งจีน บล็อกแผน “soft power”
นับตั้งแต่ 2 ปีก่อนที่ “จีน-ไต้หวัน” ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจากแนวคิดที่แตกต่างกันชัดเจน จีนต้องการดำเนินนโยบายต่างประเทศ “จีนเดียว” ขณะที่ไต้หวันประสงค์จะเป็นเอกราชจากจีนอย่างถาวร โดยต่อต้านแนวคิด “1 ประเทศ 2 ระบบ” ตามแบบ “ฮ่องกง”
รัฐบาลไทเปภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ต่อต้านการรวมประเทศกับ “จีนแผ่นดินใหญ่” มาตลอด กระทั่งล่าสุดที่ Chiu Chui-Cheng รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน กล่าวกับ “นิกเคอิ เอเชียน รีวิว” ระบุว่า ในปี 2020 ไต้หวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้งของประเทศ
ขณะที่รัฐบาลไทเปมีมาตรการใหม่ที่จะปิดกั้นไม่ให้บริษัทวิดีโอสตรีมมิ่งของจีนเข้ามาทำธุรกิจในไต้หวัน ส่วนหนึ่งเพราะกังวลเรื่องความมั่นคง โดยรัฐบาลไทเปมองว่า รัฐบาลจีนอาจใช้วิธี “การแทรกแซงทางวัฒนธรรม” ผ่านเหล่าธุรกิจสตรีมมิ่ง รวมไปถึงธุรกิจความบันเทิงอื่น ๆ โดยเฉพาะ Baidu และ Tencent สองยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีแผนจะเข้ามาขยายการลงทุนในไทเป
รัฐมนตรีช่วยฯของไต้หวัน กล่าวว่า “iQiyi” แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งของ Baidu หรือที่รู้จักว่า “Netflix China” มีแผนจะเข้ามาทำธุรกิจในไทเปอีกครั้งในปลายปีนี้ โดยความร่วมมือกับบริษัท OTT Entertainment ของไต้หวัน หลังจากปี 2016 ไต้หวันเคยบล็อกแพลตฟอร์มดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลไทเปพยายามที่จะคุมเข้ม
“ผมมองว่า บริการสื่อสตรีมมิ่งเหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลปักกิ่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นไปได้ว่า รัฐบาลจีนอาจมีอำนาจในการใช้คอนเทนต์ต่าง ๆ เพื่อเสนอแคมเปญจูงใจชาวไต้หวัน ให้หันกลับมาผูกไมตรีกับจีนอย่างเช่นในอดีต” นาย Chiu กล่าว
ขณะที่นักวิเคราะห์ของไต้หวันรายหนึ่ง กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีนในปีนี้ สำคัญมากต่อการเลือกตั้งของไต้หวันในปี 2020 โดยที่ผ่านมาจีนพยายามล้มระบบชาตินิยมของไต้หวันมานาน นับตั้งแต่ที่มีการประกาศเป็นเอกราชเมื่อหลายปีก่อน และได้ตั้งข้อสังเกตว่า จีนมักจะขยายอำนาจด้วยวิธี “soft power” ผ่านรูปแบบการศึกษา ความร่วมมือทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทเปออกมาตรการแบนวิดีโอสตรีมมิ่งสัญชาติจีนในครั้งนี้
ด้านตัวแทนบริษัท OTT Entertainment ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของ Baidu ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้มีระบบการทำงานที่เชื่อมต่อกับบริษัท OTT ที่อยู่ในปักกิ่ง และแสดงความไม่สบายใจเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวว่า เป็นการปิดกั้นการเติบโตของธุรกิจเอกชนด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งไม่ควรจะเกี่ยวข้องกัน ทั้งระบุว่าขณะนี้คณะกรรมการลงทุนของไต้หวัน ลงความเห็นว่า บริษัท OTT ของไต้หวันต้องถูกตรวจสอบและคุมเข้ม เกี่ยวกับแนวทางการเปิดรับการลงทุนจากจีน โดยสั่งให้บริษัททบทวนโครงสร้างการเป็นหุ้นส่วนของ OTT ไต้หวันกับจีน
“เอมิลี ฉาง” ประธานคณะกรรมการการลงทุนไต้หวัน กล่าวว่า กรณีของ OTT Entertainment ทำให้เห็นจุดอ่อนกฎระเบียบการลงทุนไต้หวันได้ชัดเจน เราจำเป็นต้องประกาศปิดกั้นการเข้ามาทำธุรกิจจากจีนในทุกรูปแบบโดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ง่าย การเปิดรับสื่อของจีนก็เท่ากับรับแนวคิดจีนมาด้วย
นอกจาก Baidu ที่ต้องการเจาะตลาดบันเทิงของไต้หวัน ยังมี Tencent บริษัทยักษ์ไอทีและเกมมิ่งของจีน ก็เตรียมเข้ามาขยายตลาดในปีนี้เช่นกัน ดังนั้น มาตรการนี้จะปิดกั้นชาวไต้หวันออกจากอำนาจของจีนได้
หลิว หนิงร่ง ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจจีนในมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า ข้อกังขาที่ว่าบริษัทรายใหญ่ของจีนมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นความจริงที่อาจไม่มีใครปฏิเสธ แต่มาตรการแบนหรือห้ามธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งของจีนเข้ามาในไต้หวันเป็นแนวคิดที่ไม่ฉลาด ในโลกไร้พรมแดนไม่มีใครสามารถห้ามการรับรู้ได้
ดังนั้น มาตรการห้ามวิดีโอสตรีมมิ่งจากจีน ก็สามารถเป็นแรงผลักให้เกิดกลุ่มผู้สนับสนุนปักกิ่ง (pro-Beijing) มากขึ้นได้เช่นกัน