Skip to content

มองผ่านเลนส์ “แมนพงศ์” หุ้นไอพีโอดิสเคานต์ VS หุ้นในตลาด

30 เม.ย. 2562 | 09:03น.
มองผ่านเลนส์ “แมนพงศ์” หุ้นไอพีโอดิสเคานต์ VS หุ้นในตลาด

สัมภาษณ์

อีกหนึ่งความท้าทายของนักวาณิชธนกิจ หรือ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” (FA) ที่ทำแต่ดีลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเข็นหุ้นใหม่เข้าตลาดหุ้น ดีล M&A จับคู่คนซื้อ-ขายกิจการ ตัดสินใจพลิกผันมาทำงานอีกมุมหนึ่งใน “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่เป็นตลาดรองการซื้อขายหุ้น ซึ่ง “แมนพงศ์ เสนาณรงค์” อดีตมือหนึ่ง FA ที่คลุกคลีมานาน 27 ปี หลายบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ล่าสุด บล.กสิกรไทย ซึ่งเขาเข้ามานั่ง “รองผู้จัดการ” หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. ได้ราว 6 เดือนแล้ว โดยให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า

Q : พลิกมาทำงาน ตลท. ต้องปรับตัวมากไหม

ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ผมเอาความรู้จากงานเดิมที่เป็น FA มาใช้ได้เพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 80% ต้องมาเรียนรู้ใหม่หมด ตอนที่เป็น FA ผมไม่เคยรู้เลยว่า stakeholder (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ของตลาดหลักทรัพย์ฯจะเยอะขนาดนี้ เพราะตอนเป็น FA คำนึงถึงเพียงลูกค้า (ผู้ออกหลักทรัพย์) และผู้ลงทุนว่า ถ้าหุ้นไอพีโอออกมาแล้วจะขายได้ไหม แต่พอมาทำงานใน ตลท. จะต้องดูทั้งมุมของผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ผู้ออกหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผู้ลงทุน ก.ล.ต. ฯลฯ ซึ่ง stakeholder แต่ละกลุ่มก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ขณะที่ตอนที่ทำ FA เรารู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ดีลที่ทำ จะมีจุดหมายปลายทาง ดีลจะเกิดหรือไม่เกิดเราก็จะรู้ก่อน และสุดท้ายหากดีลเกิด ผมก็จะ move ไปทำดีลใหม่ต่อ แต่มาที่นี่งานของผมคือ การดูแลบริษัทจดทะเบียนทุกวัน ซึ่งก็แปลกและท้าทายดี

ซึ่งชอบถามกันว่าปีนี้จะมีหุ้นไอพีโอเข้ามาจำนวนเท่าไหร่ สำหรับผมจะไม่ใส่ใจตัวเลขเหล่านี้มากนัก แต่ผมจะใส่ใจว่าบริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาด เขามีปัญหาอะไรที่อยากให้เราช่วยหรือเปล่า หรืออยากให้เราอำนวยความสะดวก (facili-tate) อะไรให้ไหม หรือข้อมูลมีพร้อมไหม ผมจะช่วยให้การเข้ามาระดมทุนของเขาราบรื่น เป็นไปด้วยความถูกต้อง และรวดเร็ว หากมีบริษัทที่ต้องการเข้ามาระดมทุน

Q : มองหุ้นไอพีโอที่ตั้งดิสเคานต์ อย่างไรบ้าง

เรื่องราคาหุ้นไอพีโอจะสูงหรือต่ำจองนั้น ก็มาจาก 1.มีการเปิดเผยข้อมูลธุรกิจได้ชัดเจนครบถ้วนไหม และ 2.สภาวะตลาด หรือ sentiment ในช่วงที่หุ้นไอพีโอเข้าดีหรือร้ายอย่างไร และ 3.การตั้งราคาหุ้นจองหรือไอพีโอ ได้เหมาะสมกับ 2 ข้อแรกหรือไม่ อย่างเช่น หุ้นตัวเดียวกันหากกำหนดราคาในช่วงที่สภาวะตลาดต่างกัน ก็อาจมีผลทำให้ราคาไม่เท่ากันได้ ขณะที่ดิสเคานต์ (ราคาลด) ให้หุ้นไอพีโอ มุมนักลงทุนมักมองว่า หุ้นไอพีโอเป็นเหมือนการแจกเงิน (กำไร) ให้ลูกค้า

แต่ผมเรียนเลยว่า “หุ้นไอพีโอ” มีความเสี่ยง “มาก” กว่าหุ้นในตลาดเสียอีก เนื่องจากหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการเปิดเผยข้อมูลให้เห็นมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง มี track record (ประวัติการดำเนินงาน) เกิดขึ้นให้เห็นชัดเจนแล้ว และมีระบบการเปิดเผยข้อมูลที่ทำมาตลอดตามข้อกำหนด (requirement) ของ ตลท.

ในทางกลับกัน หุ้นไอพีโอถือเป็นหุ้นที่เพิ่งจะมาเปิดเผยข้อมูลเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ แม้มีการบังคับให้เปิดเผยข้อมูลค่อนข้างมากก็ตาม แต่ก็ยังมีความเสี่ยงมากกว่าอยู่ดี เพราะเป็นของใหม่

วันนี้หากเราลองไปดู “หุ้นไอพีโอ” ที่กำหนดราคามา เอาไปเทียบกับ “หุ้นในอุตสาหกรรม” เดียวกันแล้ว จะมีหุ้นไอพีโอบางตัวราคาสูงกว่าหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯด้วยซ้ำ หากนักลงทุนพิจารณาซื้อไปความเสี่ยงก็จะอยู่กับนักลงทุนเอง แต่สุดท้ายสังคมมักโจมตีตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง ๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้เกี่ยวกับการกำหนดราคาหุ้นไอพีโอเลย จะมีหน้าที่ดูให้เป็นไปตามเกณฑ์ เช่น ทุนจดทะเบียน กำไร และโครงสร้างบริษัท เป็นต้น ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูเกณฑ์ผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) การทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน และความโปร่งใสของบัญชี เป็นต้น

Q : ดูแลปัญหาต่าง ๆ ของ บจ.อย่างไร

จะมีเข้ามาตลอด เช่น เวลาที่ฝั่ง บจ.ไม่เข้าใจตรงนี้ ตลท.ก็ต้องไปนั่งเคลียร์ให้ฟัง ผ่านการทำงานร่วมกันกับ ก.ล.ต.ด้วย ซึ่งตั้งแต่ผมเข้ามา (รับตำแหน่ง) ทำงานที่นี่ ก็กลายเป็นงานหลักที่ต้องไปคอยเคลียร์เลย ขณะที่ ตลท.ยังมีงานที่ต้องช่วยอำนวยความสะดวก (facilitate) ด้านอื่น ๆ ให้อีก การเข้าไปให้คำปรึกษาหรือ guide แก่ บจ. เกี่ยวกับโครงสร้างตรงไหนที่มีความไม่สมดุลเกิดขึ้น หรือโครงสร้างที่ควรจะเป็นมีแบบไหน ซึ่ง ตลท.ก็สามารถช่วยได้เพื่อให้ถูกต้องตามคุณสมบัติที่ควรจะเป็น

ดังนั้น ตลท.ก็จะมีการ 1.ช่วยจัดช่วยดูแล structure ของ บจ. หรือสิ่งที่อยากให้ บจ.ปฏิบัติ กับ 2.ช่วยดูความสอดคล้องกับความสนใจของนักลงทุน ส่วนสุดท้าย คือ 3.ระบบบัญชีหรือระบบควบคุมภายใน ซึ่งก็คือเรื่องการบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

ปัจจุบันตัวนักลงทุนเองก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ คำแนะนำของ ตลท.จะเป็นลักษณะ facilitator เพราะบางครั้ง FA อาจจะตกหล่นอะไรไปบ้าง ตลท.ก็จะช่วยเสริม

Q : จะมีหุ้นกลุ่มใหม่ ๆ เข้าตลาดไหม

หุ้นกลุ่มใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ในอนาคต เช่น ธุรกิจทีมฟุตบอล ธุรกิจอีสปอร์ต (e-Sport) ซึ่ง e-Sport กำลังมาแรงมาก ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ก็ชื่นชอบ e-Sport กัน และมีการบรรจุเป็นกีฬาชนิดหนึ่งในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไปแล้ว ซึ่งก็มีไฟลิ่ง (filling) ของ “สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ที่ยื่น ก.ล.ต. เพื่อจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอแล้ว ซึ่งธุรกิจจะเป็นกลุ่มบริการและสันทนาการ และเรื่องเกมนี้ไม่ได้มีกฎหมายระบุว่าผิด จึงไม่ได้มีปัญหาอะไร

ส่วนตัวผมอยากให้คนเข้าใจบทบาทของตลาดทุนมากขึ้น ที่สำคัญ ปัจจุบันขนาดของตลาดทุนขยายใหญ่กว่าขนาดของเงินกู้จากสถาบันการเงินแล้ว (ไม่นับรวมตราสารหนี้) และ ตลท.มีบริษัทจดทะเบียนภายใต้การดูแลกว่า 700 บริษัท สะท้อนว่าตลาดหลักทรัพย์ฯก็มีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจในการขยายตัวและขยายเศรษฐกิจไทย