เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หุ้นไทยเข้าโหมดเปราะบาง ปรับน้ำหนักลงทุน เล่นหุ้นแลกการ์ด

04 ก.ย. 2560 | 11:20น.

ตลาดหุ้นไทยมาแรงเหนือคาด เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (28-31 ส.ค. 60) ได้สร้างปรากฏการณ์ทุบสถิติดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ปรับตัวพุ่งทะลุแนวต้านหลักที่ระดับ 1,600 จุด โดยวันที่ 29 ส.ค. 2560 ดัชนีทะยานขึ้นปิดตลาดที่ 1,614.14 จุด สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี นับจากวันที่ 13 ก.พ. 2558 ที่ดัชนีปิดอยู่ที่ 1,615.89 จุด และมูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ก็หนาแน่นถึง 95,652.53 ล้านบาท สูงสุดในรอบกว่า 10 เดือน หลังจากนั้น ดัชนีและวอลุ่มก็ลดความร้อนแรงลง แต่ยังสามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุด

ขณะที่เงินทุนต่่างชาติที่ทะลักเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2560 มียอดซื้อสุทธิสูงถึง 4,821 ล้านบาท แต่ระหว่างสัปดาห์มีการซื้อ ๆ ขาย ๆ ทำกำไร ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิช่วงวันที่ 28-31 ส.ค. 60 อยู่ที่ 5,431 ล้านบาท และเมื่อดูเดือน ส.ค. ทั้งเดือน พบว่า ต่างชาติขายสุทธิ 4,171 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการเข้ามาเก็งกำไรของต่างชาติสูงมากในภาวะที่ค่าเงินบาทก็แข็งค่าสูงทำสถิติในรอบกว่า 2 ปี ซึ่ง 31 ส.ค. ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ 33.18/20 บาท/ดอลลาร์

ทิศทางหุ้นไทยจะวิ่งไปต่อได้ไกลแค่ไหน เงินต่างชาติยังไหลเข้าหรือไม่ และจะมีปัจจัยอะไรบ้าง ประชาชาติธุรกิจได้นำข้อมูลและความเห็นมาเสนอความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

มุมมองของ นายพรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปมาก น่าจะเป็นผลจากนักวิเคราะห์มีมุมมองที่แตกต่างกันหลายประเด็น ทั้งการจัดงานไทยแลนด์ โฟกัส 2017 สถานการณ์การเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยที่ยังขยายตัวได้ดี รวมถึงปมความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี อย่างไรก็ตาม ตนมองว่านักลงทุนที่ลงทุนในช่วงนี้จะให้น้ำหนักเรื่องกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2561 ที่มีแนวโน้มเติบโต 9-10% ดีกว่าปีนี้โต 8-9%

“หุ้นที่ขึ้นมาก ๆ ในวันที่ 29 ส.ค. อาจเกิดจากหลายปัจจัย แล้วแต่ว่าใครจะวิเคราะห์อย่างไร ส่วนตัวผมประเมินทิศทางการลงทุนก็ต้องบอกว่า นับจากนี้นักลงทุนอาจจะต้องมอง กำไรสุทธิของ บจ. ข้ามไปในปี 2561 เพื่อใช้อ้างอิงกับการลงทุนระยะถัดไปแล้ว ดังนั้นระยะยาว ถ้านักลงทุนจะมองเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร ตลาดหุ้นไทยก็เริ่มน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว แม้โดยรวมไทยจะไม่หล่อเท่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็ตาม”

นายพรเทพกล่าวถึงมุมมองนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทย ยังคงมีความน่าสนใจ 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ค่าเงินบาทที่แข็งค่า 2.เงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่ได้ไหลออกไปมากในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (ม.ค. 2556-ก.ค. 2560) ที่มียอดขายสุทธิ 1.84 แสนล้านบาท (ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ) สะท้อนถึงการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย (Underweight) ช่วงหลายปีก่อน ดังนั้นในปีนี้จึงอาจเป็นโอกาสที่เงินจะไหลกลับเข้ามาได้

“ตลาดหุ้นไทย มี Forward P/E (คาดการณ์ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น) ยังคงใกล้เคียงเพื่อนบ้าน (ดูตาราง) หลายประเด็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงก็ถูกรับรู้เข้าไปในราคาหุ้นแล้ว แต่หากนักลงทุนบอกว่า สนใจซื้อหุ้นไทย ก็อยากให้ใช้วิธีเปลี่ยนกลุ่มไปมองหุ้นที่ราคาแลกการ์ด เช่น กลุ่มพาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง แบงก์ ฯลฯ หรือหากจะเล่นธีมหุ้นขนาดใหญ่ ก็ต้องเกาะกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงพยาบาลเอาไว้ และอีกทางหนึ่ง คือ กระจายเงินไปในตลาดที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เช่น ตลาดหุ้นยุโรป เป็นต้น” นายพรเทพกล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลในตาราง ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากดัชนีที่ปรับตัวขึ้นราว 4.6% ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน แต่คาดการณ์อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (Forward P/E) อยู่ที่ระดับ 15 เท่า ใกล้เคียงกัน ขณะที่คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

ฝั่งนาย ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า การปรับตัวขึ้นแรง ถือว่ายังค่อนข้างเปราะบางในเชิงมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) โดยดูจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ยังคงปรับตัวลดลงเหลือ 100.30 บาท/หุ้น จากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อยู่ระดับราว 101 บาทต่อหุ้น และยังไม่เห็นสัญญาณว่า EPS จะหยุดการปรับตัวลง ดังนั้นจึงยังไม่ให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย (Overweight) มากนัก แต่หากนักลงทุนต้องการเข้าซื้อในช่วงนี้ แนะนำให้ซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าหุ้นอื่น (แลกการ์ด) เช่น บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บมจ.โรบินสัน (ROBINS) บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เป็นต้น

“หากวิเคราะห์จากเทคนิคอล ถ้ากลัวจะตกรถก็ลงทุนได้ แต่ถ้าวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐาน ยังจะคงเห็นภาพรวมของกำไรสุทธิปรับตัวลง ก็จะแนะนำให้ขาย” นายณัฐชาตกล่าว