เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กฎกระทรวง กำหนดแผงโซลาร์เซลล์ ต้องผ่าน มอก. ประกาศแล้ว มีผลวันนี้
News กฎกระทรวง กำหนดแผงโซลาร์เซลล์ ต้องผ่าน มอก. ประกาศแล้ว มีผลวันนี้
“ไมเนอร์” พลิกธุรกิจอาหาร ผนึกบิ๊กคอร์ปสปีดสาขา
Business “ไมเนอร์” พลิกธุรกิจอาหาร ผนึกบิ๊กคอร์ปสปีดสาขา
สมช.จับตา สหรัฐ-อิหร่าน ปะทุซ้ำกระทบเศรษฐกิจ ยันไทยมีพลังงานสำรอง
Politics สมช.จับตา สหรัฐ-อิหร่าน ปะทุซ้ำกระทบเศรษฐกิจ ยันไทยมีพลังงานสำรอง
แฮก Binance เสียหายทะลุ 2 แสนล้าน โยง ‘เกาหลีเหนือ’
Tech แฮก Binance เสียหายทะลุ 2 แสนล้าน โยง ‘เกาหลีเหนือ’
ผวาน้ำท่วมซ้ำฉุดเที่ยวหาดใหญ่ ยอดจองโรงแรมรับไฮซีซั่นเหลือ 10%
เศรษฐกิจภูมิภาค ผวาน้ำท่วมซ้ำฉุดเที่ยวหาดใหญ่ ยอดจองโรงแรมรับไฮซีซั่นเหลือ 10%
ก.ล.ต. เกาะติดไซเบอร์ Binance! ZIGA ยันบิตคอยน์อยู่ครบ ด้าน BTC เร่งตรวจสอบสินทรัพย์
Finance ก.ล.ต. เกาะติดไซเบอร์ Binance! ZIGA ยันบิตคอยน์อยู่ครบ ด้าน BTC เร่งตรวจสอบสินทรัพย์
ธอส. โชว์ผลงาน 9 เดือน ปี’69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1.8 แสนล้าน คาดทั้งปีได้ตามเป้า
Finance ธอส. โชว์ผลงาน 9 เดือน ปี’69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1.8 แสนล้าน คาดทั้งปีได้ตามเป้า
เดือนหน้าชง ครม. เกณฑ์ ‘เออร์ลี่รีไทร์ ขรก.’ ตั้งเป้า 5 ปี ลด 3 หมื่นคน
Politics เดือนหน้าชง ครม. เกณฑ์ ‘เออร์ลี่รีไทร์ ขรก.’ ตั้งเป้า 5 ปี ลด 3 หมื่นคน
Krungthai COMPASS ชี้ MPI ปรับใหม่ดันจีดีพีไทยปี’69 เพิ่มเป็น 2.6%
Finance Krungthai COMPASS ชี้ MPI ปรับใหม่ดันจีดีพีไทยปี’69 เพิ่มเป็น 2.6%
ขนส่งฯ ยันไม่ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ แจงเกณฑ์ตรวจสุขภาพใช้เฉพาะขอใหม่วัย 55+
News ขนส่งฯ ยันไม่ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ แจงเกณฑ์ตรวจสุขภาพใช้เฉพาะขอใหม่วัย 55+
ดูทั้งหมด

เดิมพันแสนล้าน “ค่าโง่ทางด่วน” “รัฐบาลบิ๊กตู่ 2/1” ปิดดีล-นับหนึ่งใหม่

31 ก.ค. 2562 | 13:43น.

แม้การอนุมัติขยายสัมปทานทางด่วน 3 สัญญา ของ “BEM-ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ” ที่เจรจา “กทพ.-การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” ขอยืดสัญญา 3 ทางด่วนออกไป 30 ปี แลกกับยุติข้อพิพาท มูลค่า 58,900 ล้านบาท จะถูกชะลอออกไป และมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ขึ้นพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมกำหนดเดดไลน์ให้ได้ข้อสรุปภายใน 45 วัน ซึ่งยังคาดเดาได้ยากว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่ส่งผลให้ประเด็นการขยายสัมปทานทางด่วนยังลูกผีลูกคน

ครม.สั่งบรรเทาปัญหาข้อพิพาท

ย้อนปมการแก้ปัญหาค่าโง่ทางด่วนด้วยการเปิดโต๊ะเจรจา เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ที่ให้ “กทพ.” หาแนวทางบรรเทาความเสียหายของรัฐ ด้วยการเจรจาต่อรอง “BEM” หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ กทพ.จ่ายค่าชดเชย กรณีรัฐสร้างโทลล์เวย์ ช่วงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ-รังสิต เป็นทางแข่งขันของทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด จำนวน 4,318 ล้านบาท

พลันที่มี “ครม.” ออกมา การเจรจาระหว่าง กทพ.กับภาคเอกชนก็เริ่มนับหนึ่งทันที มีประชุมร่วมกันหลายครั้ง ผลการต่อรองทาง BEM จะยอมลดภาระหนี้ข้อพิพาท 17 คดี จาก 137,517 ล้านบาท ลงเหลือ 58,900 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.ขยายระยะเวลาสัมปทาน 3 โครงการ 30 ปี แยกเป็นทางด่วนขั้นที่ 2 จากเดิมสิ้นสุด 1 มี.ค. 2563 เป็น มี.ค. 2593 ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วนดี จากเดิม เม.ย. 2570 เป็น เม.ย. 2600 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด จากเดิม ก.ย. 2569 เป็น ก.ย. 2599 ภายใต้เงื่อนไขโครงการทางด่วน 2 ชั้น (double deck) ที่ BEM จะลงทุน 31,500 ล้านบาท ก่อสร้างจากด่านประชาชื่น-อโศก ระยะทาง 17 กม. ภายใน 2 ปี หลังโครงการนี้ได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)

2.ปรับค่าผ่านทางแบบคงที่ในอัตรา 10 บาท ทุก 10 ปี 3.กทพ.จะได้รับส่วนแบ่งรายได้ค่าผ่านทาง 60% 4.พื้นที่ใต้ทางด่วนเป็นกรรมสิทธิ์ของ กทพ.

รอยต่อรัฐบาลเก่า-ใหม่

โดยผลเจรจา 4 ข้อดังกล่าวได้เสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ.พิจารณาอนุมัติ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 จากนั้นให้คณะกรรมการกำกับโครงการพิจารณา และได้มีการยกร่างสัญญาและผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว แค่รอเสนอให้ ครม.ประทับตรา

แต่มาติดหล่มที่ “คมนาคม” เมื่อ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ไม่นำเสนอ ครม.ในทันที แต่ส่งคืนให้ “กทพ.” จัดทำรายงานชี้แจง หลังอัยการสูงสุดมีข้อสังเกต 6 ข้อ เพื่อแนบเข้าไปชี้แจง ครม.พิจารณา เช่น

1.การแก้ไขสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ถูกต้องตามขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2562 หรือไม่

2.ให้ตรวจสอบจำนวนข้อพิพาทให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด แล้วแนบท้ายสัญญา 3.ตรวจสอบระยะเวลาที่ได้ขยายให้ 4.การปรับค่าผ่านทางตายตัว 10 บาท ทุก 10 ปี ไม่คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้ออาจเกิดภาระแก่ผู้ใช้ทาง ควรจะมีข้อจำกัดให้ปรับขึ้นได้เมื่ออัตราเงินเฟ้อคำนวณแล้วเกินค่าผ่านทางที่ปรับขึ้นที่กำหนดในสัญญา

แต่สุดท้ายก็บัวแล้งน้ำ เมื่อหมดวาระรัฐบาล คสช.พอดี ว่ากันว่าสาเหตุเจ้ากระทรวงคมนาคมยุคที่แล้วยังไม่ยอมเสนอ ครม. มาจากที่อัยการสูงสุดมีข้อสังเกตแนบมากับสัญญา ประเมินแล้วอาจสุ่มเสี่ยงหากไฟเขียว ขณะเดียวกันกระแสต้านก็ยังมี แถมยังบานปลายไปถึงฝ่ายการเมือง เพราะถูกหยิบยกขึ้นขย่มในสภา กลายเป็นหนังม้วนยาวไปโดยปริยาย

ทำให้ปม “สัมปทาน” ซึ่งน่าจะปิดดีลได้ในรัฐบาลทหารไหลมาถึงมือรัฐบาลใหม่ แม้จะมีนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนเดิม แต่การกำกับอยู่ภายใต้ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ได้นั่งเก้าอี้ใหญ่ ล่าสุด “บิ๊กโอ๋-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ออกมาย้ำยุคนี้จะไม่มีค่าโง่ และให้ กทพ.นำข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้มาดู

“การต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนระหว่าง กทพ.กับ BEM ต้องนำทุกคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างกันมาทบทวนหารือใหม่ เท่าที่วางแผนไว้ คดีใดที่ถึงที่สุดแล้วก็ให้จ่ายค่าชดเชยไปตามที่ศาลพิพากษา คดีใดที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นอนุญาโตตุลาการหรือศาลปกครองกลาง ให้พยายามหาช่องทางต่อสู้คดีไปก่อน ไม่ใช่ว่าจะต้องยอมเอกชนในทุกคดี”

ขณะที่สภาก็รับญัตติ “หมอระวี มาศฉมาดล” หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาใน 45 วัน ยังไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย

ยึดประโยชน์รัฐ-ประชาชน

ว่ากันว่าถ้า “บิ๊กคมนาคม” รื้อจริงอย่างที่ลั่นวาจา แนวทางที่เป็นไปได้ คือ แยกพิจารณารายสัญญา ไม่นำมาเจรจารวมกันทั้งหมด เช่น อาจจะเจรจา BEM ต่อสัมปทานทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ที่จะสิ้นสุดปี 2569 ออกไปอีก แลกกับค่าชดเชยที่ศาลสั่งจ่าย ส่วนทางด่วนขั้นที่ 2 จะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 28 ก.พ. 2563 ก็ว่ากันไปตามสัญญาในข้อ 21 เปิดทางให้ต่อสัญญาได้ 10 ปี 2 ครั้ง

มองอีกมุมหนึ่งถึงการเข้ามาตรวจสอบครั้งนี้ หากทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีอะไรแอบแฝง น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งรัฐและเอกชน เพราะสาธารณชนจะได้หมดข้อกังขา

นับหนึ่งใหม่จ่ายหนี้บาน

เพียงแต่อย่าเดินเกมเตะถ่วง ซื้อเวลาให้ทอดยาวออกไป เพราะเวลาที่ปล่อยให้นานออกไป มีค่าเป็นตัวเงิน จากดอกเบี้ยที่แพ้คดีเดินทุกวันในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ท้ายที่สุดไม่ได้หยุดอยู่ที่ 4,300 ล้านบาท

ดังนั้นหากรัฐมีนโยบายใหม่ ไม่อนุมัติตามแนวทางที่บอร์ด กทพ.เสนอ จะกระทบต่อรายได้ของ กทพ.แน่นอน เพราะต้องหาเงินจ่ายหนี้บาน ที่สำคัญ กทพ.จะนำเงินจากไหนมาเคลียร์หนี้ โดยไม่เป็นภาระรัฐตามที่ ครม.ให้โจทย์ไว้

ในเมื่อเงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ที่คน กทพ.มีไอเดียจะนำมาคืนหนี้ ก็ถูกปัดตก เพราะเป็นเงินที่ระดมมาจากการขายหน่วยกองทุน ใช้เพื่อการก่อสร้างทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตก

เช่นเดียวกับคดีอื่น ๆ ที่ “กทพ.-BEM” มีต่อกัน ข้อมูลถึงสิ้นปี 2561 รวม 17 คดี มีมูลค่า 137,517 ล้านบาท เกิดจาก 2 เรื่องหลัก คือ สร้างทางแข่งขันและไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญา แต่ถ้านโยบายให้ต่อสู้คดีต่อ จากการวิเคราะห์หากสู้กันไปถึงปี 2578 คิดบนพื้นฐานดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี มูลค่าหนี้จะเพิ่มพูนไปถึง 326,127 ล้านบาท จากคดีทางแข่งขัน 209,004 ล้านบาท ไม่ปรับค่าผ่านทาง 110,704 ล้านบาท และคดีอื่น ๆ 6,419 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่ว่าเมื่ออนุญาโตตุลาการ ศาลปกครอง ตัดสินออกมาแล้ว ในส่วนของคดีที่มีลักษณะเดียวกัน ผลที่ออกมาจะไม่ต่างกัน อย่างกรณีคดีแพ้ทางแข่งขัน ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานคดีลักษณะเดียวกัน เป็นเรื่องที่ไม่อาจละเลยและพึงรับฟัง

ข้อพิพาทยิ่งสู้ยิ่งแพ้

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมการต่อรอง ประเมินสถานการณ์แล้ว และเห็นว่ามีโอกาสที่ กทพ.ยิ่งสู้ก็ยิ่งแพ้ ที่สำคัญเสียเวลา ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ค้างคากันมานานนับ 10 ปี

จึงเป็นที่มาว่า เหตุใดจึงมีมติขยายสัญญาเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาทจากสัญญาทั้ง 3 โครงการแบบเบ็ดเสร็จ โดยการขยายสัญญาครั้งนี้ ใช้วิธีแก้ไขสัญญาตามมาตรา 47 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2556 ไม่ใช่การต่อสัญญาตามปกติ จึงไม่ได้มีการนำข้อ 21 ที่ระบุว่าสามารถขยายสัญญาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ซึ่งตรงนี้น่าจะลบล้างข้อสังเกตของอัยการสูงสุดได้

นอกจากนี้ กทพ.ยังได้ส่วนแบ่งรายได้ในสัดส่วนเดิม 60% หรือมีรายได้สุทธิตลอดอายุสัมปทาน 305,400 ล้านบาท ไม่มีภาระการดำเนินงาน การเงิน และการลงทุน และยังได้ทางด่วนชั้นที่ 2 เป็นทรัพย์สินโดยไม่ต้องลงทุน 31,500 ล้านบาท

ขณะที่ประชาชนผู้ใช้ทางจะจ่ายค่าผ่านทางอีก 10 ปีข้างหน้า หลังมีการรื้อสูตรปรับค่าผ่านทางเป็นแบบคงที่ 10 บาท ทุก 10 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 1 บาท จากเดิมปรับทุก 5 ปีตามดัชนีผู้บริโภค (CPI) ที่มีปัญหาเรื่องปัดเศษค่าผ่านทางขึ้นหรือลงตลอด

ทั้งหมดทั้งปวงเป็นทางออก และข้อสรุปจากการเจรจาระหว่าง กทพ.กับเอกชนคู่สัญญา แต่อยู่ที่ดุลพินิจ “รัฐบาลบิ๊กตู่ 2/1” จะเดินหน้าต่อ หรือนับหนึ่งใหม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าโง่ทางด่วน