ชายพงษ์ นิยมกิจ ประธานหอการค้าจันทบุรี ต่อยอดเมืองมหานครผลไม้-อัญมณี
สัมภาษณ์
หลังช่วยงานหลังบ้านมาร่วม 14 ปี วันนี้ “ชายพงษ์ นิยมกิจ” ได้เดินตามรอยคุณพ่อ “สมชาย นิยมกิจ” อดีตประธานหอการค้าจันทบุรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งถึง 3 วาระ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง “ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี” สมัยที่ 18 อย่างเต็มตัวเมื่อเดือนเมษายน 2562 ด้วยวัย 40 ปี “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ถึงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน
ชู 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน
เศรษฐกิจจันทบุรีขึ้นอยู่กับ 3 ภาคส่วนหลัก คือ ผลไม้ อัญมณี และการท่องเที่ยว ถ้า 3 ธุรกิจหลักดีเศรษฐกิจจังหวัดก็จะดี โดยการลงทุนในจันทบุรีเป็นทุนท้องถิ่นถึง 90% ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรม ปี 2562 ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 10% เปรียบเทียบกับปี 2561 ผู้ประกอบการต้องพัฒนาให้มีความสามารถระดับโลกไม่ใช่เพียงภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น หอการค้าจันทบุรีจึงมีวิสัยทัศน์ “well-being and smart entrepreneur” คือการอยู่ดีกินดีและความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ โดยกำหนด 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1) การพัฒนาผู้ประกอบการ ส่งเสริมและพัฒนาเมืองผลไม้ และยกระดับความสามารถ ความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ 2) เมืองอัญมณี และ 3) สมาร์ทซิตี้ โดยให้ภาครัฐสนับสนุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การส่งเสริมสิทธิพิเศษด้านการลงทุนผ่านโครงการ Smart City รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน
การขับเคลื่อนมี 4 แนวทาง คือ 1) พัฒนาผู้ประกอบการ smart entrepreneur ให้ความรู้ด้านการตลาดและการบริหารโดยใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่กลุ่ม YEC (Young Entrepreneur Chamber of Commerce) 2) พัฒนาการตลาดเสริมภาพลักษณ์ของศูนย์กลางทางด้านผลไม้ (fruit capital) การแสดงสินค้าและนวัตกรรมทางด้านผลไม้และสมุนไพร 3) การสร้างความเข้มแข็งของหอการค้าจันทบุรี ส่งเสริมคุณภาพมาตรฐาน ThaiGAP ให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด และ 4) ระบบดิจิทัลพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่รวมสินค้า บริการ และแหล่งท่องเที่ยวของจันทบุรีเพื่อสร้างช่องทางการค้าให้ผู้ประกอบการ ส่วนการพัฒนายุทธศาสตร์สมาร์ทซิตี้จะช่วยด้านการตลาดและการแข่งขัน โดยคณะกรรมการหอการค้าชุดนี้ 45% เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 40 ปี พร้อมที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรม และเทคโนโลยี
ต่อยอดเมืองมหานครผลไม้
ความสำเร็จของเมืองมหานครผลไม้ช่วงปี 2558-2562 จากแนวคิดของนายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี สมัยที่ 16-17 ผลักดันแผนยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออกเป็นมหานครผลไม้ มีจันทบุรีเป็นศูนย์กลาง เป้าหมายปีที่ 5 สร้างรายได้จากผลไม้ 100,000 ล้านบาท ที่น่าภาคภูมิใจคือภาครัฐนำนโยบายของจังหวัดจันทบุรีเป็นนโยบายของประเทศ ผู้ประกอบการตื่นตัวมีการขายออนไลน์ สร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาเริ่มพัฒนาคุณภาพทุเรียนแข่งกับไทย เราจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ยุโรป รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าผลไม้ตกเกรด เพื่อต่อยอดยุทธศาสตร์เมืองมหานครผลไม้ ทั้งนี้ มติคณะกรรมการหอการค้าเห็นด้วยกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ผลักดันโครงการ “International Fruit Market” หรือตลาดกลางเกษตรกร ศูนย์จำหน่ายสินค้าครบวงจรจันทบุรี มีเป้าหมายศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของโลกที่ให้ประโยชน์กับเกษตรกรไทยไม่ใช่เฉพาะภาคตะวันออก
ช่วง 2 ปีที่รับตำแหน่ง (2562-2564) มีปัจจัยหลักที่ต้องสานต่อพัฒนา 3 เรื่อง เพื่อให้อนาคตผลไม้ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ 1) พัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรเพื่อทำให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐาน ThaiGAP เพื่อให้ผลผลิตมีมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ จะทำให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 2) การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมทำการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพ แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งการพัฒนาและรักษาคุณภาพผลไม้ การสร้างแบรนด์ ซึ่งมีตัวอย่างจากระบบการขนส่งเส้นทางเรือไปจีนที่ต้องใช้เวลา 8-12 วัน นานกว่าทางบกที่ 3-4 วัน 3) การจัดทำข้อมูลผลผลิตการเกษตร หรือ big data เพื่อต่อยอดทางด้านการตลาด เชื่อมโยงเครือข่าย เช่น ระบบการขนส่งสินค้าไปจีนและวางแผนระยะยาว
“กลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญจะช่วยกันผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เดือนพฤศจิกายน 2562 หอการค้าจังหวัดจันทบุรีได้เตรียมจัดงาน Fruit Capital Inovation Fiar : 2019 หรือ FIF เพื่อสร้างและเสริมองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นงานนวัตกรรมระดับประเทศ โชว์นวัตกรรมการเกษตร มีทั้งหุ่นยนต์และอินเทอร์เน็ตออฟทิงส์ (internet of things : IOT) จัดให้แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่เป็นแรงผลักดันพอยต์ใหญ่ในภาวะปัจจุบัน ตลอดจนปัญหาแหล่งน้ำที่นวัตกรรมสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลผลิตและการตลาด” นายชายพงษ์กล่าว
จี้รัฐแก้ปัญหาอัญมณีทรุด
มูลค่าอัญมณีมวลรวมของประเทศ 96,000 ล้านบาท แต่มูลค่าหดตัวลงประมาณ 3% มูลค่า 3 ใน 4 มาจากจันทบุรี ที่ผ่านมาธุรกิจอัญมณีซบเซาลง และทำให้ไทยเสียโอกาสเนื่องจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ไม่เอื้ออำนวยโครงสร้างอุตสาหกรรม เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความสามารถในการแข่งขันน้อยลง ในระดับนโยบายต้องแก้ปัญหาจากต้นน้ำ ต้องสนับสนุนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ภาครัฐต้องช่วยปกป้องดูแลการนำเข้า ส่วนกลางน้ำ ต้องสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์บริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อดึงวัตถุดิบเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และจังหวัดจันทบุรีต้องส่งเสริมกลางน้ำด้านอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับเพื่อการส่งออก สนับสนุนผู้ค้าวัตถุดิบในต่างประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ด้านการตลาด ปกติมีการจัดงานระดับประเทศ “บางกอกเจมส์ฯ” ปีละ 2 ครั้ง วันนี้ความสนใจของลูกค้าน้อยลง ผู้ประกอบการต้องไปหาตลาดต่างประเทศ ทำให้มีค่าใช้จ่ายและการแข่งขันสูง ไทยต้องพยายามเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
“โนว์ฮาวอัญมณีของไทยเราสู้ต่างประเทศได้ แต่ขาดศักยภาพด้านการแข่งขัน ถ้าเจอคู่แข่งขันใหม่ ๆ และใหญ่อย่างจีน ถ้าปล่อยไปอย่างนี้เราจะสู้เขาไม่ได้ อัญมณีจันทบุรีจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ เมื่อเป็นประธานหอฯได้รับผิดชอบประธานยุทธศาสตร์อัญมณีด้วย เพราะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวอ.) The Gem and Jewelry Institute of Thailand : GIT ด้วย วันที่ 8-13 ธันวาคม 2562 จะมีงานแสดงอัญมณีระดับประเทศของสถาบัน GIT ที่จันทบุรี คาดหวังว่าอัญมณีของจันทบุรีน่าจะฟื้นตัวได้ในไตรมาสแรกของปี 2563