คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ในที่สุดเงื่อนปมว่าด้วย “เบร็กซิต” ก็นำพาการเมืองในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่แบบของประชาธิปไตย”ไปสู่ความยุ่งเหยิงวุ่นวายและพิลึกกึกกือ ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษเข้าจนได้
เมื่อฝ่ายหนึ่งออกอาการไม่คำนึงถึงจารีตนิยมและแบบแผนที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา อาศัยช่องโหว่ ช่องว่างในกฎกติกามาใช้หยิบยืมอำนาจมาดำเนินการอย่างบิดเบือน เพื่อบบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการโดยไม่คำนึงถึงวิธีที่ใช้ เรื่องก็ต้องลงเอยด้วยความยุ่งเหยิงชนิดไม่เคยปรากฏในที่สุด
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอังกฤษอยู่ในยามนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เคยทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันคนสำคัญของกลุ่มรณรงค์เพื่อนำอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเมื่อครั้งลงประชามติประวัติศาสตร์ในปี 2016 เข้าเฝ้าฯขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้ประกาศปิดประชุมสภาสมัยปัจจุบันนี้ในวันที่ 9 ก.ย.ที่จะถึงนี้
การประชุมสภาสามัญของอังกฤษในเวลานี้นั้น ยืดเยื้อต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2017 สาเหตุไม่ใช่อะไรเป็นเพราะต้องถกกันเรื่องเบร็กซิตนั่นเอง
แต่พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรีจอห์นสันก็ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกำหนดวาระเปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งถัดไป เป็นวันที่ 14 ต.ค. ต่างจากกำหนดปิดประชุม 32 วันเต็ม ๆ
ที่สำคัญคือ เป็นวันเปิดการประชุมสภาที่ห่างจากกำหนดเส้นตายที่อังกฤษต้องพ้นจากสมาชิกภาพอียูในวันที่ 31 ต.ค. เพียง 2 สัปดาห์เศษเท่านั้น
ฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามทางการเมืองออกมาโวยวายในทันที เพราะเชื่อว่าเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการปิดสมัยประชุม ซึ่งปกติแล้วมักเป็นช่วงเวลา 5 วัน 10 วัน นานที่สุดไม่เคยเกิน 20 วันดังกล่าวเป็นการมัดมือชกเพื่อไม่ให้โอกาสสภาดำเนินมาตรการใด ๆ เพื่อยับยั้งไม่ให้รัฐบาลผละจากอียูโดยไม่ได้ทำความตกลงจัดระเบียบกันล่วงหน้า ซึ่งจะส่งผลเสียหายและความโกลาหลอลหม่านทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล
เพื่อที่ทุกอย่างจะงวดลงจนเหลือทางออกเพียงทางเดียวเท่านั้น หากอียูไม่ยอมทำความตกลงใหม่ตามความต้องการของรัฐบาลอังกฤษ คือการออกจากสมาชิกอียูโดยไม่ต้องทำความตกลงใด ๆที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า โนดีลเบร็กซิต
ประชาชนชาวอังกฤษมากมายแห่กันมาชุมนุมตามสถานที่ต่าง ๆ ในหลายเมืองใหญ่ รวมทั้งด้านหน้าของทำเนียบนายกรัฐมนตรี เลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง ยืนยันว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการฆาตกรรมประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็น
ส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเองส่วนหนึ่งควานหาลู่ทางทุกอย่างทุกประการเพื่อยับยั้งไม่ให้ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนที่รัฐบาลจอห์นสันต้องการ มีตั้งแต่ฟ้องร้องต่อศาลควบคู่ไปกับการร่างกฎหมายห้ามรัฐบาลไม่ให้ทำโนดีลเบร็กซิต เรื่อยไปจนถึงไม้ตาย ถึงที่สุดคือการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล
มีแม้แต่กระทั่งการเตรียมเข้าชื่อกันเพื่อถวายฎีกายับยั้งโนดีลเบร็กซิตไปยังสมเด็จพระราชินี ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงสถาบันลงมาสู่การเมืองเต็มตัวก็ตาม
ทั้งหมดต้องทำให้ได้ภายในกำหนด 9 ก.ย.นี้เท่านั้น
ที่น่าสนใจก็คือ เงื่อนไขสำคัญของการผ่านมติต่อต้านโนดีลเบร็กซิตกับลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล คือ ส.ส.จากพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นแกนหลักในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันที่มีเสียงข้างมากอยู่ปริ่ม ๆ เพียง 1 เสียง ต้อง “ก่อกบฏ” แปรพักตร์ไปเข้าข้างฝ่ายค้านในการลงมติเหล่านั้น
รายงานล่าสุดบอกว่า ส.ส.ที่ประกาศตัวเป็นกบฏในตอนนี้มีอย่างน้อย 20 คนแล้ว รวมทั้งแกนนำระดับอดีตรัฐมนตรีหลายคน และกำลังถูกยื่นคำขาดว่า ทางพรรคจะพิจารณาไม่คัดเลือกคนเหล่านี้ลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็น “เบร็กซิเตอร์” คนสำคัญอีกคน ถึงกับประกาศพร้อมกันไปด้วยว่า รัฐบาล “อาจไม่จำเป็น” ต้องปฏิบัติตามมติของสภาที่ห้ามไม่ให้ทำโนดีลเบร็กซิตก็ได้ ! โดยอ้างว่าต้องรอดูก่อนว่ามติที่ว่านั้นออกมาเป็นอย่างไร
ดังนั้น จนถึงขณะนี้แม้ว่ารัฐบาลจอห์นสันจะเริ่มประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอังกฤษเตรียมรับมือเบร็กซิตด้วยบิลบอร์ดขนาดใหญ่แล้ว
แม้ว่าทางการฝรั่งเศสจะเริ่มต้นกระบวนการซักซ้อมทำความเข้าใจและระดมว่าจ้างเจ้าหน้าที่ศุลกากรเพิ่มเติมพิเศษอีก 700 นาย เพื่อหวังบรรเทาความยุ่งเหยิงจาก “โนดีลเบร็กซิต” ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นโดยรวมของสหภาพยุโรปที่เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า โอกาสที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้สูงมากแล้ว
ก็ใช่ว่าจะ “โนดีลเบร็กซิต” จะเกิดขึ้นแน่นอน 100% แล้ว เพราะลงขนาดนำการเมืองมา “เล่น” กันฝุ่นตลบแบบนี้ก็ต้อง “ลงเดิมพัน” กันจนหมดหน้าตัก
ปัญหาสำหรับคนที่ถือหางอยู่รอบนอกอย่างเรา ๆ ก็คือควรจะดีใจหรือเสียใจดี
ถ้าเบร็กซิตไม่จบลงตรงนี้ แต่ยืดเยื้อต่อไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี !?!