เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงแผนการจัดระเบียบภูทับเบิกหลังเกิดเหตุบึ้มภูทับเบิกว่า ก็ยังคงเดินหน้าเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องรัดกุมขึ้น และต้องคุยกับทางจังหวัดและฝ่ายความมั่นคง หากจะปล่อยให้แผนการและการดำเนินการต้องหยุดหรือสะดุดไปก็คงจะลำบาก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการรื้อถอนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการไปช่วยพัฒนาภูทับเบิกตามแผนแม่บทด้วย ฉะนั้นจึงมี 2 มิติ คือมิติการพัฒนาภายใต้แผนแม่บทและมิติของการบังคับใช้กฎหมาย ฉะนั้นก็ต้องเดินหน้า เพียงแต่ว่าอะไรที่จะเป็นผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน หากมีข่าวไม่ดีก็ต้องชะลอในช่วงนั้นและค่อยทำใหม่ แต่ขั้นตอนก็ต้องมีความรัดกุมขึ้นทั้งเรื่องของการครอบคลุมพื้นที่และการรักษาความปลอดภัย ส่วนการตรวจวัตถุระเบิดก็ต้องทำอย่างเข้มข้นและละเอียดมากขึ้น
“การดำเนินการก็ยังยืนเหมือนเดิมคือต้องดำเนินการเหมือนเดิม เพราะ ครม.มีมติรับร่างแผนแม่บทไปเรียบร้อยแล้ว และการประชุมครั้งล่าสุดได้มีการขอให้ทางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตั้งคณะทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ขอใช้ประโยชน์พื้นที่ จากนั้นต้องมาแบ่งพื้นที่ตามแผนแม่บทกำหนดและมาช่วยกันพัฒนา เพราะฉะนั้นหากไม่ทำแผนแม่บทให้เดินหน้าต่อก็จะเดินหน้าพัฒนาต่อไม่ได้” นายอรรถพลกล่าว

นายอรรถพลกล่าวถึงแผนงานการรื้อรีสอร์ตอีก 6 ราย ซึ่งนายทุนเป็นคนนอกพื้นที่นั้นด้วยว่า ในส่วนนี้ไม่ได้หนักใจแต่อาจกังวลบ้าง เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งต้องไปปฏิบัติงานจะเกิดข้อผิดพลาดในบางเรื่อง ตรงนี้จะบอกว่าต้องดูให้ละเอียดก่อน และหากบางแผนงานมีความเสี่ยงก็ต้องอาจถอยออกมาก้าวหนึ่งก่อน เพื่อมาทบทวนใหม่และหากไม่เสี่ยงจึงค่อยๆ ดำเนินการใหม่ ก็ต้องใช้วิธีนี้ ที่สำคัญต้องใช้ควบคู่ไปกับวิธีชี้แจงกับชาวม้งในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เข้าใจและต้องแยกแยะ
นายอรรถพลกล่าวว่า ส่วนกำหนดเวลาที่คาดการณ์จะเร่งปิดจ๊อบการรื้อถอนรีสอร์ตที่เหลือให้ได้ในเร็วนี้ เชื่อว่าก็คงไม่ช้ากว่าเดิมเท่าไหร่ อาจจะมีบ้างหากรายไหนไม่แน่ใจก็อาจจะเขยิบเวลาออกไป แต่ดูแล้วว่าคงไม่ช้าไปกว่าเดิมเท่าไหร่คือยังไงก็ต้องปิดจ๊อบให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายและการพัฒนาตามแผนแม่บทก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้

รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ส่วนเรื่องความเท่าเทียมโดยเฉพาะในรายชาวม้งในพื้นที่ซึ่งรีสอร์ตถูกรื้อถอนไปแล้ว อาจเกิดความเจ็บแค้นจนเป็นอีกปมสาเหตุหนึ่งที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นชนวนเหตุในการบึ้มครั้งนี้นั้น ตรงนี้ในแผนแม่บทก็พูดถึงเรื่องการเยียวยาและการผ่อนปรนพี่น้องชาวม้งที่อยู่ในพื้นที่และพัฒนาอาชีพมาเป็นโฮมสเตย์รีสอร์ตขนาดเล็ก และมติ ครม.ก็พูดถึงอยู่แล้วก็มีการพูดคุยกับทางกรมพัฒนาสังคมฯ ตรงไหนที่จะผ่อนผัน โดยเฉพาะใน 50 ราย ที่มีการสำรวจไว้ในเบื้องต้นก็มีการพิจารณาผ่อนผันให้
“ตรงนี้ผมยังมองในภาพรวมว่าพี่น้องชาวม้งน่าจะได้ประโยชน์จากแผนแม่บท เพราะเราก็ไม่ได้ไปดำเนินการกับผู้ที่เป็นชาวม้งเดิม แต่ที่ดำเนินการกับนายทุนที่อยู่ข้างนอกกับนายทุนที่อยู่เบื้องหลังซึ่งนอมินีชาวม้งเท่านั้น” นายอรรถพลกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรีสอร์ตบนภูทับเบิกซึ่งเจ้าของเป็นคนนอกพื้นที่และในเป้าหมายจะต้องถูกรื้อถอนหากอัยการสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดหล่มสักมีจำนวน 6 ราย และรีสอร์ตซึ่งเจ้าของอ้างเป็นคนในพื้นที่และให้ยื่นอุทธรณ์ต่อทางคณะกรรมการตามมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ มีด้วยกัน 5 ราย โดยในจำนวนนี้รวมถึงในรายของ นายมา วงศ์ทับเบิก อดีตผู้ใหญ่บ้านและเจ้าของรีสอร์ตทับเบิกอินดี้ ซึ่งถูกปิดประกาศให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเองด้วย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการว่าเป็นชาวม้งในพื้นที่จริงหรือไม่ ส่วนรีสอร์ตซึ่งชาวม้งในพื้นที่เป็นเจ้าของอยู่ในบัญชีตามแผนผ่อนปรนมีจำนวน 50 ราย
นอกจากนี้ยังมีรีสอร์ตภูกระต๊อบเงินซึ่งเจ้าของเป็นคนนอกพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่อาศัยอำนาจตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 35/59 ปิดคำสั่งให้รื้อถอน และล่าสุดได้ครบกำหนดการปิดประกาศและแจ้งเตือนในวันนี้ (13 ก.ย.) ซึ่งทางเจ้าของยินยอมดำเนินการรื้อถอนเองจนเกือบเสร็จสิ้นแล้ว ขณะเดียวกันยังมีรีสอร์ตไม่ทราบชื่ออีกแห่งที่คณะเจ้าหน้าที่ได้ปิดประกาศเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางเจ้าของแจ้งว่าจะดำเนินการรื้อถอนเองเช่นกัน
ที่มา : มติชนออนไลน์