เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

ผู้ว่าแบงก์ชาติเตือนเสี่ยง ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ นาน ภาคธุรกิจ-ครัวเรือน สะสมหนี้สูง

02 พ.ย. 2562 | 14:30น.

ผู้ว่าการแบงก์ชาติส่งสัญญาณเตือนภาวะดอกเบี้ยต่ำนาน กระตุ้นภาวะ search for yield รุนแรงมากขึ้น ชี้ความเสี่ยงรอบนี้ก่อตัวขึ้นในซีกตลาดทุน “หุ้นกู้เสี่ยงสูง” ออกสู่ตลาดมากขึ้น “ธุรกิจ-ครัวเรือน” สะสมหนี้ สะสมความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ขณะที่ตลาดเงินโลกกำลังอยู่ในทิศทาง “ดอกเบี้ยขาลง” ซึ่งในการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็มีมติลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.5 ถึง 1.75% เป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในรอบปีของเฟด

ในวันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนาเครือข่ายบุคลากรด้านเสถียรภาพระบบการเงิน (Financial Stability Networking) ประจำปี 2562 ในหัวข้อ “ถอดรหัสปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย เร่งแก้อย่างไรให้คนไทยอยู่ดีอย่างยั่งยืน” ว่า ในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีประเด็นสำคัญ คือ ผลข้างเคียงที่เกิดจาก “อัตราดอกเบี้ยต่ำ” ต่อเนื่องเป็นเวลานานในระบบเศรษฐกิจโลก โดยรายงานสำคัญของ IMF คือ Global Financial Stability Report (GFSR) ในหัวข้อ “low-for-long” ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อระบบเสถียรภาพทางการเงินทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เอฟเฟ็กต์ “ดอกเบี้ยต่ำนาน”

“การที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานาน ๆ จะส่งผลต่อสภาพเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เพราะตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 ธนาคารพาณิชย์ได้มีการรับรู้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลเข้มข้นมาก และความเสี่ยงภาคธนาคารพาณิชย์ถูกจำกัดได้ค่อนข้างดี ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้มาจากภาคตลาดทุน ไม่ว่าตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น เป็นต้น เราจะเห็นกิจกรรมในด้านตลาดพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นมาก”

วันนี้มีพันธบัตรทั่วโลกที่ซื้อขายกันอยู่ในอัตราดอกเบี้ยติดลบ ประมาณ 15-17 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หากไปดูอัตราดอกเบี้ยติดลบเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว จะพบว่า yield curve ของเยอรมนีทั้งหมดมีอัตราดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อโครงสร้างระบบการเงินโลกในระยะยาว

หากอัตราดอกเบี้ยต่ำไปนาน ๆ จะส่งผลกระทบต่อทั้งกำไรของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว กระทบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในหลายประเทศไม่สามารถหารายได้ให้สอดคล้อง ให้เท่าทันกับภาระที่มีในอนาคต รวมถึงธุรกิจประกันชีวิตที่เป็น long term saving ก็มีปัญหาที่จะหาผลตอบแทนเพื่อมาจ่ายคืนให้กับลูกค้า

เตือนความเสี่ยงฝั่งตลาดทุน

“ทุกคนจะเข้าสู่ภาวะต้องวิ่งหาผลตอบแทน search for yield, risk for yield โดยที่ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร เราก็จะเห็นธุรกรรมที่เข้าไปสู่ตราสารที่แปลก ๆ มากขึ้น ตราสารที่ได้เรตติ้งต่ำมากขึ้น แม้กระทั่งพันธบัตรบางประเทศที่ไม่เคยกู้ได้ และมีประวัติผิดนัดชำระ ออกพันธบัตรมากู้ในตลาดโลกก็ขายหมดในเวลาอันสั้น”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ทำให้เห็นสถานการณ์ที่ไปสู่ตราสารที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่กลไกตลาดไม่ได้รองรับดีพอ และเวลาคนทิ้งจะทิ้งพร้อมกันหมด เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่มั่นใจ  หากเกิดสถานการณ์ทำให้สะดุด ก็จะสะดุดแรง

ความเสี่ยงของเสถียรภาพระบบการเงินโลกจึงเป็นความเสี่ยงที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้ที่นักลงทุนไม่ค่อยกลัว คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ทุกคนก็ยิ่งจะเข้าไปลงทุน
ในตราสารที่มีความเสี่ยงสูง ในลักษณะ search for yield มากขึ้น

งัดมาตรการคุม “หุ้นกู้เสี่ยงสูง”

นายวิรไทอธิบายว่า เรื่องนี้เป็นความท้าทายสำหรับผู้ทำนโยบายและผู้กำกับดูแลทั้งโลก ว่าจะดูแลความเสี่ยงของเสถียรภาพระบบการเงินอย่างไร ซึ่งจะต้องอาศัยเครื่องมือที่หลากหลาย อย่างวันนี้เครื่องมือที่เป็น macroprudential policy ก็มีบทบาทมากขึ้น เป็นกลไกกำกับดูแลสถาบันการเงิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงินทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะแห่ง

อย่างมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ร้อนแรงเกินไป แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากแต่ละผู้กำกับก็มีขอบเขตการกำกับดูแลที่ค่อนข้างจำกัด และ “เงินก็เหมือนน้ำ
ย่อมไหลไปสู่ที่กฎเกณฑ์ต่ำกว่า” ฉะนั้น เรื่องการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ขณะที่ macroprudential policy มีผลกระทบกับคนเฉพาะกลุ่มและค่อนข้างแรง จึงมีแรงต่อต้านกลับมาค่อนข้างแรงด้วย อย่างที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ออกมาเรียกร้องให้ ธปท. ยกเลิกมาตรการ LTV แต่คนลืมเรื่อง “สินเชื่อเงินทอน”  ถ้าปล่อยให้คนเก็งกำไรมาก ๆ ก็เหมือนเอาเงินเก็งกำไรของประชาชนมาสร้างดีมานด์เทียมช่วยผู้ประกอบการ นี่จึงเป็นความยากของการทำนโยบาย macroprudential policy ที่จะต้องประสานกับหลายหน่วยงานมากขึ้น

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า มองไปในอนาคตกับความเสี่ยงของระบบการเงินของโลก หลายประเทศก็เริ่มพูดกันว่า อาจต้องมาคิดกันมากขึ้นเรื่อง macroprudential policy สำหรับตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง หุ้นกู้ที่ไม่มีเรตติ้ง ซึ่งจะเป็นเรื่องใหม่ เพราะหากไปดูกฎเกณฑ์การกำกับดูแลของตลาดทุนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่

“นี่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกในเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งเป็นโจทย์ที่จะอยู่ไปกับเราอีกระยะหนึ่ง ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้”

“หนี้ภาคธุรกิจ-ครัวเรือน” พุ่งสูง

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ปัญหาเรื่อง “หนี้” ที่เพิ่มขึ้นสูง ทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งต้องเร่งแก้ปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบแรงเมื่อเศรษฐกิจสะดุด ปัญหาของระบบการเงินส่วนหนึ่งมาจากที่ภาระหนี้ที่ขึ้นไปสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น “หนี้ธุรกิจ” ที่บริษัททั่วโลกมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) สูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีขนาดรองรับความเสี่ยงได้ไม่ค่อยดี ขณะที่หุ้นกู้เสี่ยงสูงออกกันมายิ่งส่งผลให้ D/E เพิ่มสูงขึ้น

“ตอนนี้จะเห็นชัดว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอลง ผลประกอบการบริษัททั่วโลกก็มีทิศทางชะลอลง แต่มูลค่าของบริษัทยังอยู่ในระดับสูง  แต่ผลประกอบการมีทิศทางที่แย่ลง ขณะที่สัดส่วนหนี้ก็สูงขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยต่ำมาก ธุรกิจหลายแห่งไปออกหุ้นกู้ แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นคืน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลก จึงเป็นผลเบี่ยงเบนของธุรกิจในช่วงดอกเบี้ยขาลง และทำให้กันชนของภาคธุรกิจที่จะรองรับความเสี่ยงบางลง จะเป็นจุดบานปลายที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบของตลาดทุนทั่วโลกได้ ซึ่งถ้าเกิดบริษัทใหญ่ของโลกผิดนัดชำระหนี้”

เช่นเดียวกับปัญหา “หนี้ครัวเรือน” จะเห็นชัดว่า ความมั่นคงด้านการเงินของครัวเรือนทั้งโลกอยู่ในระดับที่ต่ำลง กันชนที่จะรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น มีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกชะลอลง ทำให้กันชนของครัวเรือนต่ำลงมาก นำไปสู่ผลข้างเคียงอีกหลายด้านทั้งเรื่องสังคม และการขยายตัวของเศรษฐกิจ

โจทย์ใหญ่คือปรับโครงสร้างหนี้

“โจทย์สำคัญที่สุด คือ เราจะปรับโครงสร้างหนี้ ่ทั้งในครัวเรือนและภาคธุรกิจจำนวนมากอย่างไร มากกว่าที่ว่าจะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับครัวเรือนและภาคธุรกิจได้อย่างไร เพราะปัญหาการเข้าถึงเงินทุนอาจจะไม่สำคัญเท่ากับปัญหาที่จะทำให้มีโครงสร้างในเรื่องหนี้ให้เหมาะสม”

ในประเทศไทยก็มีหลายจุดที่มีความเสี่ยงเรื่องหนี้ อย่าง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความเสี่ยงในเรื่องหุ้นกู้ค่อนข้างมาก มีการผิดนัดชำระหนี้ของรายใหญ่ ก.ล.ต.ก็ได้ขัดนอตกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้น และตลาดก็เริ่มทำหน้าที่ได้ดีขึ้นก็ชะลอปัญหาไปจุดหนึ่ง ขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์ก็เป็นอีกเรื่องที่เราได้แสดงความกังวลร่วมกันมาต่อเนื่อง ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ปัจจุบัน พ.ร.บ.สหกรณ์ออมทรัพย์ฉบับใหม่ได้ออกมาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ จากกฎหมายแม่ ซึ่งจะต้องเร่งช่วยกันให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะลดความเสี่ยงในเรื่องนี้

“แบงก์” สร้างจุดเปราะบาง

สำหรับ “หนี้ครัวเรือน” ขณะนี้ทุกคนตระหนักว่าเป็นปัญหาใหญ่และเป็นจุดเปราะบางของประเทศ แต่ยังไม่เห็นการปรับตัวที่เร็ว ด้วยความที่ขนาดของปัญหานั้นใหญ่มาก การที่จะร่วมมือกันไม่ให้ปัญหากลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบเป็นเรื่องที่สำคัญ

“ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เพียงการดูตัวเลขแมโครร้อยละ 80 ของจีดีพี เพราะตัวเลขนี้ไม่ได้บอกอะไรเท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวเลขที่น่ากลัวเพราะหนี้ครัวเรือนระดับร้อยละ 80 ถือว่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก”

และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เราเริ่มเห็นผลมาสู่การบริโภคในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้ของประชาชนสูงขึ้น การจ้างงานเพิ่มสูงขึ้น แต่กำลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สะท้อนกัน ขณะที่ภาระหนี้ของประชาชนกลับเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ก็มีองค์ความรู้เพิ่มขึ้น มีการนำข้อมูลเชิงลึกทั้งเครดิตบูโร การทำงานของเครดิตแก้หนี้ และจากการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคสมัยใหม่ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป รวมทั้งเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสถาบันการเงินที่สร้างปัญหา สร้างจุดเปราะบางในระดับหนี้ครัวเรือนเยอะมาก

อย่างไรก็ตาม นายวิรไทสรุปว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องแก้ด้วยนโยบายระดับจุลภาค ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายมหภาคอย่างเดียว ต้องตีโจทย์ให้แตก หามาตรการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงของครัวเรือน
และลดความเสี่ยงของระบบ