คลังเปิดเกณฑ์ลงทะเบียนรับสิทธิ์ “บ้านดีมีดาวน์” รัฐแจก Cash Back 5 หมื่นบาท หวังเคลียร์สต๊อกบ้านใหม่ 1 แสนยูนิต ดันจีดีพี Q4 โตได้ 3.2%
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” โดยการสนับสนุนเงินดาวน์ (Cash Back) 50,000 บาท แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยนั้น มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ที่มีกำลังซื้อตัดสินใจซื้อบ้านได้เร็วขึ้น และ เชื่อว่าสถาบันการเงินก็จะมีการอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้น เพื่อดูแลลูกค้าตัวเอง

โดยรัฐบาลทำมาตรการนี้ขึ้นมา ก็เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน และ เพื่อช่วยเคลียร์สต๊อกบ้านสร้างใหม่ที่ค้างอยู่กว่า 2.7 แสนยูนิต ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียนไปใช้ลงทุนใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะภาคอสังหาฯ มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องค่อนข้างมาก
“เราเชื่อว่ามาตรการนี้ จะสามารถดูแลเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้เป็นไปตามประมาณการที่เราตั้งไว้ แล้วก็จะมีแรงส่งไปถึงเศรษฐกิจปีหน้าด้วย ทั้งนี้ เราอยากเห็นเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้โตได้ 3.2% บวก/ลบ” นายลวรณกล่าว
นายลวรณ กล่าวอีกว่า ผู้จะใช้สิทธิในโครงการดังกล่าว สามารถเข้าร่วมโครงการโดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.บ้านดีมีดาวน์.com ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เวลา 8.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยจะต้องได้รับการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินและจดจำนองตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 คนละ 1 สิทธิ์ (1 บัตรประชาชนต่อ 1 สิทธิ์)
สำหรับคุณสมบัติการได้รับสิทธิ์ ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อยู่ในระบบฐานภาษีของกรมสรรพากร และมีเงินได้พึงประเมินในปี 2561 ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท โดยเป็นการกู้สินเชื่อประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย “บ้านใหม่” สร้างเสร็จแล้ว จากผู้ประกอบการบ้านจัดสรรเท่านั้น ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง ทุกระดับราคาไม่จำกัด แต่ต้องไม่ใช่บ้านมือสอง และ ไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้ ทั้งนี้ ขอกู้ได้จากทุกสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน
“การเปิดให้ลงทะเบียนจะไม่มีการจำกัดรอบ แต่ผู้ที่เงื่อนไขครบ คือได้รับอนุมัติสินเชื่อ พร้อมจดจำนองเรียบร้อย และผ่านการลงทะเบียนแล้ว 1 แสนคนแรก จะเป็นผู้ได้รับสิทธิ โดยการที่ให้ลงทะเบียน เนื่องจากเราจะตรวจสอบ 3 เรื่อง คือ 1.มีตัวตนจริง 2.รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน หรือ 1.2 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะตรวจสอบจากฐานการเสียภาษีของกรมสรรพากร และ 3.มีการผูกบัญชีกับพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักแล้วหรือยัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า เมื่อโอนเงิน 50,000 บาทคืนไปให้ จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบครบทุกอย่างแล้ว ก็จะโอนเงินให้ภายใน 2 วัน” นายลวรณกล่าว
ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลกรมสรรพากร พบว่า ผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบันมี 11 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีถึง 10 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.2 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นถือว่าฐานของผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจึงกว้างมาก ซึ่งกรณี “กู้ร่วม” จะพิจารณาจากฐานรายได้ของ “ผู้กู้หลัก” ว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่
นายลวรณ กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังได้มีการประชุมร่วมกับ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้ง 3 สมาคมได้ยืนยัน
ความพร้อมในการสนับสนุนโครงการ รวมถึงพร้อมมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนผู้ซื้อที่อยู่อาศัย เช่น บางโครงการได้ช่วยสนับสนุนค่าธรรมเนียมการโอน 0.01% และค่าจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป เป็นต้น
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้มีการประชุมร่วมกับสถาบันการเงิน จำนวน 19 แห่ง เพื่อชี้แจงรายละเอียดหลักเกณฑ์ แนวทางในการปฏิบัติ และแนวทางการตรวจสอบ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ อีกทั้ง สถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้เข้าร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”
ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐได้มีการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อให้สอดรับกับมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562 ระยะที่ 2 ที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือร้อยละ 0.01 สำหรับที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท
“จากความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐและสมาคมอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จะช่วยให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐสามารถบรรลุเจตนารมณ์ในการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ให้มีการขยายตัวอย่างมีศักยภาพในปี 2563 ต่อไป” นายลวรณกล่าว
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า เมื่อเปิดลงทะเบียนวันที่ 11 ธ.ค.นั้น จะมีผู้ซื้อบ้านที่จะลงทะเบียนได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ได้รับอนุมัติเงินกู้พร้อมดำเนินการจดจำนองแล้วก่อนวันที่ 11 ธ.ค. กับกลุ่มที่มาลงทะเบียนก่อนแล้วจึงไปซื้อบ้าน ซึ่งจะดำเนินการควบคู่กันไป โดยการตรวจสอบขั้นแรกคือ เช็กการมีตัวตนและรายได้ จากนั้นจะมี SMS ยืนยันครั้งที่ 1 จากนั้นเมื่อตรวจสอบว่าเงินกู้อนุมัติแล้วและจดจำนองแล้ว ก็จะมี SMS ยืนยันอีกครั้ง สุดท้ายก็คือ ได้รับเงินดาวน์ 50,000 บาทผ่านพร้อมเพย์
“ล่าสุด ลูกค้า ธอส. เรามีการอนุมัติใหม่ในวันที่ 27 พ.ย.ไป 4,300 ล้านบาท จำนวน 2,200 ราย แต่ส่วนนี้ก็ต้องไปเช็กฐานภาษี แล้วเขาก็ต้องไปลงทะเบียนด้วย” นายฉัตรชัยกล่าว