ปัจจัยภายในและภายนอกยังกดดัน SET
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน
โดย เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง หลังขึ้นไปทำจุดสูงบริเวณ 1,642 จุด ในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย. จากนั้นปรับตัวลงมาต่อเนื่องจนหลุดต่ำกว่าแนวรับทางจิตวิทยาบริเวณ 1,600 จุด ซึ่ง SET ได้รับปัจจัยกดดัน ทั้งภายในและภายนอก โดยภายใน ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ กระทบการเติบโตของผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดย GDP ไทย Q3/62 โตต่ำกว่าคาด โดยเติบโต 2.4% YOY จากที่คาดจะเติบโต 2.7% การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาด เกิดจาก 1) การบริโภคภาคครัวเรือนที่โตลดลง 2) การส่งออกทรงตัว แต่หากหักทองคำออกไป ส่งออกจะหดตัว -4.8% 3) มูลค่านำเข้าหดตัวอย่างมาก -7.7% 4) สินค้าคงคลังหดตัวมาก -113%
ทั้งนี้ สภาพัฒน์ปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP ปีนี้จาก 3% เหลือ 2.6% ด้านแนวโน้มการเติบโตของ GDP ใน Q4/62 ฝ่ายวิจัย SCBS คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับใน Q3/62 คือ ที่ระดับ 2.4% โดยปัจจัยที่ช่วยหนุน GDP มาจากการกลับมาสะสมของสินค้าคงคลัง หลัง Q3/62 หดตัวอย่างมาก และการบริโภคตามการออกมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของรัฐบาลช่วง Q4/62
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อ GDP ดูยังไม่ฟื้นตัว ทั้งการส่งออก ซึ่งในเดือน ต.ค. หดตัว -4.54% หดตัวมากขึ้นเทียบเดือน ก.ย. ที่หดตัว -1.39% เช่นเดียวกับการลงทุนที่ยังไม่ฟื้นตัวโดยการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะเริ่มมาช่วงต้นปีหน้า เมื่องบประมาณปี 2563 ผ่านการอนุมัติแล้ว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ บจ.มีกำไรหดตัว โดยใน Q3/62 กำไรของ SET อยู่ที่ 2.13 แสนล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับ Q3/61 ที่มีกำไรสุทธิ 2.61 แสนล้านบาท หรือลดลง 18% YOY ขณะที่กำไร 9 เดือนแรกของปี”62 อยู่ที่ 6.83 แสนล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี”61 ที่มีกำไรสุทธิ 8.04 แสนล้านบาท หรือลดลง 15% YOY
มาถึงปัจจัยภายนอก ได้แก่ ประเด็นข้อตกลงทางการค้าที่เคยเป็นปัจจัยหนุนตลาดในเรื่องความคืบหน้าที่ดีและใกล้บรรลุข้อตกลงในเฟสแรก เพื่อลงนามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ภายในปีนี้ กลับไม่ราบรื่น และมีความกังวลเข้ามาแทน หลังทรัมป์ยังไม่ยินยอมลดภาษีนำเข้าสินค้าจีน ตามที่จีนต้องการ
นอกจากนี้ การที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอนุมัติร่าง กม.สิทธิมนุษยชนฮ่องกง สร้างความไม่พอใจแก่จีน โดยมองว่าสหรัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการภายใน สร้างความตึงเครียดต่อการเจรจาการค้า ทำให้ตลาดกังวลถึงวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งหากยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงทางการค้า ทรัมป์จะเตรียมประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนตามกำหนดในวันดังกล่าว
ทำให้จากทั้ง 2 ปัจจัยหลักดังกล่าว ยังกดดัน SET ทำให้การปรับตัวขึ้นถูกจำกัดอยู่ ซึ่งผมมองมีแนวต้านอยู่ที่บริเวณ 1,620-1,640 จุด ขณะที่การปรับตัวลงยังเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม มองแนวรับไว้ที่บริเวณ 1,570 จุด ซึ่งเป็นแนวรับทางปัจจัยพื้นฐานที่อิงผลการดำเนินงานในปีหน้า และ SET จะเทรดที่ระดับ P/E ประมาณ 15 เท่า ซึ่งผมมองว่าเริ่มมีมูลค่าที่น่าสนใจทางพื้นฐาน หรือหาก SET ยังหลุดต่ำกว่า ผมมองแนวรับถัดไปอยู่ไม่ไกลนักที่บริเวณ 1,550 จุด ซึ่งเป็นบริเวณจุดต่ำเดิมของปีที่แล้ว
ดังนั้น ผมมองแนวรับที่น่าสนใจของ SET จะอยู่ที่บริเวณ 1,550-1,570 จุด ซึ่งหากถึงบริเวณนี้ จะเป็นจุดที่น่าสนใจในการเข้าซื้อสะสมหุ้น ซึ่งกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ผมทำการบ้านไว้เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านผู้อ่าน โดยเน้นกลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรดี หรือมีปัจจัยเด่นเฉพาะตัวมาแนะนำ 5 ตัว ได้แก่ 1) BCH ที่มีแนวโน้มกำไรดีต่อเนื่องใน Q4/62 จากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ และมีปัจจัยหนุนที่รออยู่ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในปีหน้า จากการปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัวประกันสังคม
2) BTS ด้วยปัจจัยหนุนราคาทางปัจจัยพื้นฐานที่จะถูกปรับเพิ่มขึ้น หาก ครม.อนุมัติการขยายสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้
3) CPALL มองเป็นโอกาสในการซื้อสะสม หลังราคาหุ้นปรับตัวลงมามาก ขณะที่กำไรใน Q4/62 ยังมีแนวโน้มที่ดี
4) MCS แนวโน้มกำไรกลับมาฟื้นตัวเด่น และจะเติบโตต่อเนื่องในปีหน้า จากมูลค่างานในมือที่เพิ่มขึ้นมาก และหุ้นมีมูลค่าน่าสนใจ โดยเทรด forward P/E ที่ระดับเพียง 7 เท่า และมีอัตราเงินปันผลระดับที่ดี ประมาณ 7% ต่อปี
5) SPA แนวโน้มกำไรดีใน Q4/62 หลังนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเติบโต และการเปิดสาขาใหม่อีก 4 สาขา รวมถึงการปรับขึ้นค่าบริการในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เป็นอีกปัจจัยหนุนผลการดำเนินงาน
แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ…ด้วยรักและหวังดี..ท่านสามารถติดตามข่าวสาร และความรู้ด้านการลงทุนผ่าน Facebook เอกภาวิน สุนทราภิชาติ และ Line ที่ @wavesmart