เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ธปท.หลังพิงฝาสู้บาทแข็ง แท็กทีมรัฐ-เอกชนแก้ “วิกฤตค่าเงิน”

16 ม.ค. 2563 | 08:58น.

แบงก์ชาติหลังพิงฝาเดินเกมสู้ “บาทแข็ง” เผย 5 ปีใช้เงินกว่า 2.4 ล้านล้าน แทรกแซงค่าเงินบาท ยอมรับ ธปท.รบคนเดียวไม่ไหว วอนภาครัฐ-เอกชนแท็กทีมแก้ปัญหาโครงสร้างต้นเหตุค่าเงินบาทแข็ง “เกินดุลการค้า-ลงทุนต่างประเทศต่ำ”ผนึกคลังอัดมาตรการลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร-ขยายเพดานผู้ส่งออกพักเงิน ตปท.เพิ่ม 5 เท่า เดินสายหารือกองทุนยักษ์ลงทุนต่างประเทศ “ประยุทธ์” นัด ครม.เศรษฐกิจถกค่าบาท 31 ม.ค.นี้

ชู 3 แนวทาง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องส่งผลให้ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่ามากถึง 7.6% และช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 20% แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพยายามเข้ามาดูแลด้วยการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเมื่อ 8 พ.ย. 2562 ก็ได้ปรับเกณฑ์ผ่อนคลายการนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ขณะที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ทำให้แรงกดดันปัญหาเศรษฐกิจมาอยู่ที่แบงก์ชาติในฐานะผู้ดูแลค่าเงินบาท กระทั่งเมื่อ 24 ธ.ค. 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท. จัดตั้งคณะทำงานร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายการเงินและการคลังให้เป็นไปในทิศทางที่สนับสนุนร่วมกันและกัน

“บาทแข็ง” อักเสบจากข้างใน

ทั้งนี้ เมื่อ 7 ม.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวในงาน “Analyst Meeting” ว่า “เวลาพูดถึงค่าเงินบาทเหมือนอาการไข้ อาจเป็นผลมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ก็แก้ด้วยนโยบายการเงิน เหมือนให้ยาพาราลดไข้ แต่อีกด้านอาจเป็นการอักเสบจากข้างใน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งต้องให้มากกว่ายาแก้ไข้ คือจำเป็นต้องมีนโยบายด้านอื่น ๆ มาร่วมกันแก้ปัญหา ต้องคิดในภาพใหญ่เป็นองค์รวม”

ปัญหาเงินบาทแข็งเป็นเพียงอาการที่มีสาเหตุมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นหลัก แต่หากมองลึกลงไป ปัญหาบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นผลจากปัญหา “ช่องว่างการออมและการลงทุน” ซึ่งมาจากภาคธุรกิจที่ไม่ได้ลงทุนมากเท่าที่ควร และเมื่อมองลึกลงไปอีก จะพบว่าเกิดจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจผูกขาดตลาดไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุน ขณะที่เอสเอ็มอีก็ไม่ลงทุนเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งถือเป็นแหล่งจ้างงานหลัก เมื่อไม่ลงทุนก็จะกระทบการจ้างงานของประเทศ และปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะเพิ่มขึ้นตามมา

“เงินบาทที่แข็งค่าไม่ได้มาจากมิติการเงินเพียงด้านเดียว ดังนั้น นโยบายจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีและกำกับดูแลธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งในภาวะปัจจุบันเป็นโอกาสที่จะสามารถคิดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะประเทศมีฐานะทางต่างประเทศที่ค่อนข้างดี และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ช่วยให้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทำได้ง่ายกว่าในภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง”

ใช้เงิน 2.4 ล้านล้านดูแลค่าบาท

และล่าสุด 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้แถลงถึงสถานการณ์และการบริหารจัดการค่าเงินบาทอีกครั้ง โดยนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท.มีการดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดผ่านการซื้อเงินดอลลาร์ต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2558-2562) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.4 ล้านล้านบาท) หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้จากการค้าขายสินค้าและบริการกับต่างประเทศ หาก ธปท.ไม่ได้มีการเข้ามาดูแลค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา เงินทุนสำรองก็จะไม่เพิ่มขึ้น และค่าเงินบาทอาจจะแข็งกว่าระดับปัจจุบัน

ส่วนแนวโน้มการซื้อเงินดอลลาร์ในปี 2563 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขณะที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.-14 ม.ค. 63) พบว่าอ่อนค่าลงเล็กน้อยประมาณ 1%

“ถ้าเราเข้าแทรกแซงจนบาทอ่อนกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ ก็เท่ากับใช้ค่าเงินเพื่อให้สินค้าของไทยได้เปรียบประเทศคู่แข่งชั่วคราว ซึ่งไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และหากเป็นที่สังเกตของประเทศอื่น ๆ ก็อาจจะก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้า หรือการใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อภาคส่งออกไทยในระยะยาว” นายเมธีกล่าว

เมื่อสอบถามถึงข่าวล่าสุดที่ประเทศไทยพ้นจากการถูกขึ้นบัญชีดำในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งสินค้าไปสหรัฐ นายเมธีชี้ว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ส่งออกหลักไปยังสหรัฐ รวมถึงมีการเกินดุลไม่ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์/ปี แต่ ธปท.ก็มีการดูแลใกล้ชิดและหารือร่วมกับภาครัฐตลอดมา

ผู้ส่งออกเมินพักเงินต่างประเทศ

นายเมธีกล่าวถึงผลจากการปรับเกณฑ์ผ่อนคลายเงินทุนไหลออก เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2562 ว่า หลังยกเว้นการนำรายได้จากการส่งออกกลับเข้าประเทศพบว่า ผู้ส่งออกยังพักเงินไว้ต่างประเทศไม่มาก อาจเป็นความกังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ปัจจุบันไม่มีเหตุผลอะไรที่ค่าเงินบาทจะแข็ง หากผู้ส่งออกไม่นำเงินเข้าประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เพิ่ม ค่าเงินบาทก็ไม่แข็งค่า

อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังดำเนินการตามแผนเดิม โดยเสนอกระทรวงการคลังในการขยายวงเงินรายได้ ที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 แสนดอลลาร์ เพิ่มเป็น 1 ล้านดอลลาร์ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเอื้อให้ผู้ส่งออกพักเงินในต่างประเทศตามแนวทางที่ดำเนินมา

แบงก์ชาติรบคนเดียวไม่ไหว

นายเมธีกล่าวว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่าเป็นอาการที่สะท้อนมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย แม้การแทรกแซงค่าเงิน รวมถึงนโยบายการคลังอื่น ๆ ที่หวังผลระยะสั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของปัญหามาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การเกินดุลการค้าต่อเนื่อง และการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่ยังมีน้อย

ทิศทางนโยบายต่อจากนี้มองว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยน หากประสานความร่วมมือระหว่าง ธปท. ภาคเอกชน และภาครัฐ จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.มีข้อเสนอไปยังภาครัฐ และหารือกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ภาคเอกชนนอกจากจะสามารถพักเงินไว้ในต่างประเทศ ในส่วนนำเข้าอาจทำมาตรการเร่งการนำเข้าในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า เพื่อเป็นโอกาสในการซื้อสินค้าทุนได้ถูกลง เป็นต้น

“ถ้าแบงก์ชาติทำคนเดียวก็จำเป็นต้องทำมาตรการที่รุนแรง แต่หากร่วมมือกันก็จะออกมาเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย เพราะหากแบงก์ชาติแก้ไขอยู่คนเดียวก็ต้องใช้ยาแรงถึงจะเอาอยู่ ยกตัวอย่าง คนเป็นโรคมะเร็ง หากใช้วิธีรุนแรงอย่างการทำคีโม ร่างกายก็อาจจะรับไม่ได้ แต่ถ้าใช้ธรรมชาติบำบัดค่อย ๆ รักษาไป แม้จะหายช้า แต่อาการจะดีขึ้นและร่างกายก็รับได้ด้วย” นายเมธีกล่าว

ชง 3 แนวทางช่วยแก้ปัญหา

นายเมธีกล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไขทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ 1.เพิ่มการนำเข้า อาจจะผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงการผลิต ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในช่วงที่ต้นทุนการนำเข้าจะถูกลงเพราะเงินบาทแข็ง 2.ลดแรงซื้อบาทจากภาคส่งออก โดยให้เก็บเงินไว้ในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือการหักชำระรายจ่ายและแลกเงินบาทเฉพาะส่วนที่เหลือ

“ที่ผ่านมา ธปท.มีการหารือกับภาคเอกชนและภาครัฐมาโดยตลอด แต่การดำเนินการบางส่วนอาจต้องใช้เวลา เช่น กรณีเร่งการนำเข้า เร่งการชำระหนี้ หรือเร่งการลงทุนโดยเฉพาะของภาครัฐเหล่านี้ในส่วนของรัฐบาลจะต้องรอ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ซึ่งยังมีกระบวนการที่ต้องผ่านวุฒิสภาจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้” นายเมธีกล่าว

และ 3.สนับสนุนการออกไปลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน จะมีส่วนช่วยให้เกิดแรงผลักดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ โดยประเทศอื่น ๆ เช่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงใกล้เคียงกับไทย แต่สกุลเงินของประเทศเหล่านั้นไม่แข็งค่าเท่าไร เนื่องจากมีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

โดยส่วนใหญ่เป็นการออกไปลงทุนของนักลงทุนสถาบัน เช่น ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขณะที่ไทยยังไม่มีการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังต้องหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องและผลักดันให้มีเงินไหลออกมากขึ้นในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการเดินสายหารือกับกองทุนขนาดใหญ่ รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลของกองทุนนั้น ๆ ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการปรับเกณฑ์การลงทุนของกองทุนบางประเภท

กองทุนมั่งคั่งไม่ช่วยบาทอ่อน

ต่อกรณีข้อเสนอของรัฐบาลเรื่องจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Fund-SWF) นายเมธีกล่าวว่า ปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีการลงทุนในต่างประเทศอยู่แล้ว การตั้ง SWF เป็นเพียงการเปลี่ยนประเภทการลงทุนที่อยู่ในต่างประเทศเท่านั้น ไม่ช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนลง หากต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ภาครัฐและเอกชนควรเข้าซื้อดอลลาร์ในตลาดเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ

“ถ้าซื้อจากแบงก์ชาติไป ค่าเงินบาทก็ไม่อ่อน เป็นการสลับของเฉย ๆ เช่น จากที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ก็แค่ย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นอย่างบ่อน้ำมัน ไม่มีเงินเข้าออก SWF จึงไม่ช่วยให้ค่าเงินอ่อน นอกจากนี้ การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง ส่วนใหญ่มักจะมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนออกไปลงทุน รวมถึงปัจจุบันมูลค่าของสินทรัพย์ในต่างประเทศเริ่มสูงเกินจริง หากออกไปลงทุนในช่วงนี้อาจเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่แพงเกินไป”

บิ๊กตู่นัด ครม.เศรษฐกิจถกค่าบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ธปท.ได้แถลงถึงแนวทางในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒน์ และ ธปท. จัดเตรียมวาระเพื่อพิจารณาปัญหาค่าเงินบาท และแนวทางแก้ไข ในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ในวันที่ 31 ม.ค. 63

ขณะที่แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ถ้อยแถลงของแบงก์ชาตินั้นเป็นไปตามทฤษฎีเดิม ๆ ขณะที่แรงกดดันการบริหารเศรษฐกิจขณะนี้ไปตกอยู่ที่แบงก์ชาติสูงมาก เพราะประเมินว่าระยะสั้นธุรกิจจะมีปัญหาและไปไม่รอด

“ที่ผ่านมาได้สั่งการและหารือทั้งในกรอบและนอกรอบ ให้แบงก์ชาติชะลอการออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่อง ให้หาแนวทางนำเงินทุนสำรองออกมาปล่อยให้รัฐบาลกู้ เพื่อลงทุนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ หรือปล่อยกู้ในโครงการลงทุนตามนโยบายรัฐบาล แม้กระทั่งจะจัดตั้งกองทุนมั่งคั่ง หรือกองทุนอะไรก็ได้ขึ้นมาก็สามารถทำได้ แต่แบงก์ชาติยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ”

หนุนลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การดูแลแก้ไขปัญหาบาทแข็งค่าลงลึกไปถึงโครงสร้างปัญหาถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาภาคเอกชนเสนอให้รัฐกำหนดมาตรการดูแลเพิ่มขึ้น อย่างล่าสุดทางคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ขอให้เร่งออกมาตรการให้เอกชนสามารถนำเข้าเครื่องจักรมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยปลอดภาษีนำเข้า ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะเครื่องจักรที่ไทยผลิตไม่ได้เท่านั้น พร้อมมาตรการเสริมเพื่อให้เอกชนมีศักยภาพในการลงทุนมากขึ้น ทั้งการเข้าไปช่วยเหลือเรื่องการลดการส่งประกันสังคม การลดค่าไฟฟ้าให้เอสเอ็มอี

“เอกชนอยากเห็นมาตรการดูแลค่าบาทมากกว่าที่ผ่านมา หากกระทรวงการคลัง และ ธปท.จะมีการออกมาตรการอื่นเพิ่ม ควรมีการคุยกับภาคเอกชนเพิ่ม ซึ่งอาจจะผ่านทางคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นก็ได้ เพราะคณะทำงานชุดนี้มีองค์ประกอบทั้ง ธปท. สมาคมธนาคารไทย ส.อ.ท. สภาหอฯ ก.ล.ต. และบีโอไอ”

แก้เกณฑ์ “ประกัน” ลงทุน ตปท.

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.กำลังแก้ไขประกาศลงทุนใหม่เพื่อให้ธุรกิจประกันสามารถมีการลงทุนที่หลากหลายขึ้น และตอบสนองภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นมี 4 รูปแบบ คือ 1.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศจากเดิมไม่เกิน 15% ของสินทรัพย์รวม เป็นไม่เกิน 25% 2.เพิ่มสัดส่วนและประเภทการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกันไม่เกิน 25% ของสินทรัพย์รวม จากเดิมแยกลงทุนในประเทศไม่เกิน 20% และต่างประเทศไม่เกิน 5% 3.เพิ่มประเภทการลงทุนในหุ้นของบริษัทประกอบกิจการสถานพยาบาล กิจการดูแลผู้สูงอายุไม่เกิน 4% 4.เพิ่มประเภทการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีเกี่ยวกับการประกันภัย เช่น อินชัวร์เทค ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเข้าบอร์ด คปภ.ได้ราวปลายเดือน ม.ค. 63 (หน้า 1, 9)