เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พิษ ‘โคโรนาไวรัส’ ลาม ส่อสะเทือน ‘ข้อตกลงค้า เฟส 1’

03 ก.พ. 2563 | 14:48น.

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก

นงนุช สิงหเดชะ

 

โลกเพิ่งหายใจโล่งอกได้ไม่กี่วัน ภายหลังจากสหรัฐและจีนในฐานะสองยักษ์เศรษฐกิจโลกเซ็นข้อตกลงการค้าเฟสแรกกันได้เสียทีไปเมื่อวันที่ 15 มกราคม แต่ไม่กี่วันก่อนถึงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งการจับจ่ายใช้สอยครั้งใหญ่ของชาวจีนอันมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ก็กลับมีข่าวร้ายระดับโลกเกิดขึ้นเมื่อเกิดการระบาดของโรคปอดอักเสบที่มีสาเหตุมาจาก โคโรนาไวรัส โดยต้นกำเนิดการระบาดอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย์ของจีน กลายเป็นว่าข่าวดีเรื่องยุติศึกการค้าที่ยืดเยื้อมา 18 เดือน ถูกหักล้างด้วยข่าวร้ายที่ใหญ่กว่าเดิม

ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและลามไปหลายประเทศ เริ่มก่อให้เกิดความกังวลว่าจีนและทั่วโลกจะสามารถควบคุมและหยุดยั้งการระบาดได้รวดเร็วแค่ไหน อีกทั้งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับใด ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่ถูกนักลงทุนและนักวิเคราะห์จับตา ก็คือ มีความเป็นไปได้ที่จะกระทบต่อข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างจีนกับสหรัฐที่เพิ่งเซ็นไป

งานวิจัยของ Panjiva ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลการค้าทั่วโลก ระบุว่า ข้อตกลงการค้าจีนและสหรัฐอาจได้รับความเสียหาย โดยไม่ได้ตั้งใจถ้าหากการระบาดของโรคปอดอักเสบดังกล่าวเป็นเหตุให้ดีมานด์ในระบบเศรษฐกิจเกิดการชะงักงันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้จีนไม่สามารถซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 88.3% ภายในปี ค.ศ. 2021 ตามที่ตกลงกันไว้

ในข้อตกลงการค้าเฟสแรก จีนรับปากจะซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 2 แสนล้านดอลลาร์ ภายใน 2 ปี ซึ่งสินค้าที่ซื้อมีทั้งภาคเกษตร พลังงาน ภาคการผลิต และบริการ โดยมีการแจกแจงวงเงินที่ซื้อในแต่ละปีไว้ชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้สหรัฐจะประเมินเป็นระยะว่าจีนทำตามสัญญาหรือไม่ หากทำไม่ได้สหรัฐอาจกลับมาเก็บภาษีจีนอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน บริษัทหลายแห่งในมณฑลหูเป่ย์เป็นซัพพลายเออร์ให้กับผู้นำเข้าในสหรัฐ โดยผู้นำเข้าในสหรัฐ 450 รายล้วนอาศัยซัพพลายเออร์จากบริษัทในหูเป่ย์ดังกล่าว เช่น บริษัทฮอนไฮ หรือที่รู้จักกันในชื่อฟอกซ์คอนน์ บริษัทสัญชาติไต้หวัน ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ และยังเป็นผู้ประกอบสินค้ารายใหญ่ที่สุดให้กับบริษัทแอปเปิล ทั้งไอโฟน ไอแพด โดยทิม คุก ประธานบริหารแอปเปิล ยอมรับว่าการระบาดของไวรัสกระทบต่อการดำเนินงานของแอปเปิลในจีน ซึ่งบริษัทต้องปิดการผลิตบางแห่งไปจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ตามคำแนะนำของรัฐบาลจีน

ทอมมี่ วู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ชี้ว่า ไวรัสอู่ฮั่นอาจส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าโรคซาร์สเมื่อปี 2003 ที่มีต้นตอในจีนเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันนี้ระดับการเชื่อมโยงด้านการขนส่งคมนาคมและเศรษฐกิจสูงกว่าช่วงเกิดโรคซาร์ส จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายไปเร็วเป็นวงกว้าง ประกอบกับเป็นช่วงตรุษจีนที่ชาวจีนจำนวนมหาศาลมีการเคลื่อนย้ายไปตามที่ต่าง ๆ มาก

ส่วน มาร์ก วิลเลียม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แผนกเอเชียของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ในกรณีที่สามารถควบคุมโรคนี้ได้เร็วกว่าซาร์ส แต่มีแนวโน้มว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมีขนาดอย่างน้อยเท่า ๆ กับช่วงซาร์ส โดยในช่วงซาร์สกระทบต่อการเติบโตของจีน 3% ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตลดลงจาก 8% เหลือ 5% ส่วนการระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้ จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัดจนถึงขณะนี้ก็บ่งบอกว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลกช่วงเกิดโรคซาร์ส (ซึ่งมีสาเหตุจากไวรัสตระกูลโคโรน่าเช่นกัน) ใช้เวลา 6 เดือนจึงมีผู้ติดเชื้อเกิน 5,000 รายทั่วประเทศจีน แต่ในครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 1 เดือน ก็มีผู้ติดเชื้อเกิน 5,000 รายแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม) แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะเสียชีวิตจากซาร์สสูงกว่าไวรัสอู่ฮั่น โดยซาร์สมีโอกาสเสียชีวิต 7% ส่วนไวรัสอู่ฮั่นมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 2-3%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสโคโรน่า