เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นฤพนธ์ ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี เดชรัตน์ ปชน. แถลงรับความพ่ายแพ้
Politics นฤพนธ์ ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี เดชรัตน์ ปชน. แถลงรับความพ่ายแพ้
อัปเดต MRT สายสีน้ำเงินขัดข้อง เร่งซ่อมระบบจ่ายไฟ-อาณัติสัญญาณ คาดเปิดเต็มรูปแบบเช้าพรุ่งนี้
Real Estate อัปเดต MRT สายสีน้ำเงินขัดข้อง เร่งซ่อมระบบจ่ายไฟ-อาณัติสัญญาณ คาดเปิดเต็มรูปแบบเช้าพรุ่งนี้
นับถอยหลังพืชสวนโลกอุดรฯ ยกระดับเมืองศูนย์กลางท่องเที่ยวอีสาน
Economic นับถอยหลังพืชสวนโลกอุดรฯ ยกระดับเมืองศูนย์กลางท่องเที่ยวอีสาน
MGI 2026 รายงานตัวเข้ากองคึกคัก “บอสณวัฒน์” เตรียมพาสัมผัสวิถีไทย   
Biz Movement MGI 2026 รายงานตัวเข้ากองคึกคัก “บอสณวัฒน์” เตรียมพาสัมผัสวิถีไทย   
9 ปี SILPIN เล่าซอฟต์พาวเวอร์เกษตรไทยด้วยรสและกลิ่น
Biz Movement 9 ปี SILPIN เล่าซอฟต์พาวเวอร์เกษตรไทยด้วยรสและกลิ่น
เร่งรัฐปลดล็อกการค้า หนุนทุนไทยไปนอก-เจาะตลาดส่งออกใหม่
Economic เร่งรัฐปลดล็อกการค้า หนุนทุนไทยไปนอก-เจาะตลาดส่งออกใหม่
รฟม.เร่งแก้ไขกระแสไฟฟ้าลัดวงจร MRT สายสีน้ำเงิน หยุดบริการบางสถานี ประสานขสมก.จัดรถรับส่งผู้โดยสาร
Economic รฟม.เร่งแก้ไขกระแสไฟฟ้าลัดวงจร MRT สายสีน้ำเงิน หยุดบริการบางสถานี ประสานขสมก.จัดรถรับส่งผู้โดยสาร
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานสัมภาษณ์ที่มาชุดพิธีการทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์
Biz Movement เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานสัมภาษณ์ที่มาชุดพิธีการทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์
‘แสนสิริ’ ยึดหัวหาด ‘กรุงเทพกรีฑา’ ปั้น 2 คอมมิวนิตี้ตอบโจทย์ Well Living
Real Estate ‘แสนสิริ’ ยึดหัวหาด ‘กรุงเทพกรีฑา’ ปั้น 2 คอมมิวนิตี้ตอบโจทย์ Well Living
มช.สู้ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ เปิดตัวโดรนลุยพิกัดไฟป่า
Economic มช.สู้ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ เปิดตัวโดรนลุยพิกัดไฟป่า
ดูทั้งหมด

วิกฤตเป็นโอกาส “ตลาดยา” โต ส.อ.ท.ลุยต่อขอเอี่ยวประมูลแข่งรพ.รัฐ

21 ก.พ. 2563 | 09:49น.
ร้านขายยา

ประชาชนรักสุขภาพ ฉุดอุตสาหกรรมยาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2563 โต 5-10% ส.อ.ท.ดันตั้งคณะทำงานกรรมการกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพและความงาม เปิดทางเอกชนเอี่ยวผลิตยาป้อนโรงพยาบาลรัฐชิงมาร์เก็ตแชร์ตลาดยา 2 แสนล้านจากมือองค์การเภสัชกรรม

นายเชิญพร เต็งอํานวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกร็ทเตอร์ ฟาร์ม่า จำกัด กล่าวในฐานะนายกสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน ว่า ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมยาปี 2563 ยังคงมีปัจจัยบวกเรื่องความต้องการของประชาชนในการรักษาโรค และยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวประชาชนยิ่งต้องพึ่งพาโรงพยาบาลรัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายจึงเป็นส่วนที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมยาสามารถเติบโตได้ 5-10% จากมูลค่าตลาดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านบาท

ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยาและกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพและความงาม โดยมีนายณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและตนเป็นประธานร่วม ขณะที่นายไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นฝ่ายเลขาฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวรอเพียงนายอนุทิน ชาญวีรกูลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เซ็นลงนาม ซึ่งคาดว่าจะสามารถปฏิบัติงานได้ภายในเดือน มี.ค. 2563 นี้

เพื่อทำหน้าที่สร้างความร่วมมือ บูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องของการผูกขาดยาที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยาดังกล่าวได้ประสบปัญหายืดเยื้อมาเป็นเวลานาน หลังจากรัฐมีการกำหนดให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลรัฐแต่เพียงผู้เดียว นับว่าเป็นการผูกขาดยากับทางโรงพยาบาลรัฐ รวมถึงแก้ปัญหาอุปสรรคจากกฎหมาย กฎระเบียบที่มีต่อการดำเนินธุรกิจและแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคลัสเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

ขณะที่ผู้ผลิตยาที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 200 บริษัท จะสามารถผลิตยาป้อนให้โรงพยาบาลรัฐได้ต่อเมื่อองค์การเภสัชกรรมผลิตยาตัวนั้นไม่ได้ ซึ่งการผูกขาดลักษณะนี้ส่งผลให้เมื่อองค์การเภสัชกรรมมีความสามารถผลิตยาไม่พอกับความต้องการ ไม่ทันเวลา โรงพยาบาลจึงขาดแคลนยาบางประเภทและต้องจ้างให้เอกชนผลิตเมื่อดีมานด์ไม่มากพอก็จะส่งผลต่อราคายาที่แพง

เชิญพร เต็งอํานวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกร็ทเตอร์ ฟาร์ม่า จำกัด

นายเชิญพรกล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่กำหนดรายชื่อผลิตภัณฑ์ยาที่องค์การเภสัชฯไม่สามารถผลิตเองได้ และที่ประสบปัญหาขาดแคลนต่อเนื่องบ่อยครั้ง ตลอดจนรายชื่อยาที่ไทยสามารถผลิตได้เองโดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำมากำหนดแนวทางดูแล เนื่องจากประเทศไทยมีเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร (medical hub) ของอาเซียนทั้งในด้านบริการ ห้องทดสอบ และการผลิตยา

“เมื่อคนมีรายได้น้อยภาระมันไปตกอยู่ที่ผู้บริโภคจนเกินไป บางรายต้องซื้อยาเอง ในมุมกลับกันเขาต้องพึ่งพาโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น ดังนั้น ภาคการผลิตจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นตามไปด้วย นี่คือสิ่งที่ดันให้อุตสาหกรรมยามันโตได้แม้เศรษฐกิจไม่ดี ส่วนการผลิตยาของเอกชนให้โรงพยาบาลเอกชน ปัจจุบันเขาใช้วิธีการประมูลจากยาที่องค์การเภสัชกรรมขาด”

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยายังมีปัญหาเรื่องของสิทธิบัตร ซึ่งหากย้อนดูการเติบโตที่ผ่านมาอาจสูงได้ในระดับ 10% ขึ้นไป แต่สิทธิบัตรได้มาเป็นสาเหตุทำให้ตลาดหดตัวลงในช่วงหลัง เช่น การนำเข้ายาตัวใหม่ที่มีความจำเป็นในการรักษาพยาบาล ซึ่งมีสัดส่วน 60-70% อย่างยาโรคมะเร็งที่มีราคาสูง แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถผลิตทดแทนการนำเข้าได้แต่ต้องหลังจากตัวยาหมดสิทธิบัตรแล้วเท่านั้น ซึ่งมีอายุถึง 20 ปีจึงส่งผลให้ตลาดยาหดตัวลง และอย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้ายาที่มีสิทธิบัตรตัวใหม่ ๆ เพื่อทำให้เกิดความสมดุลกัน

เอกชนมีความพยายามให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยการเปิดช่องทางพิเศษในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนายากลุ่มนี้ขึ้นมาสามารถทดแทนการนำเข้าและประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งจริง ๆ ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พยายามเปิดช่องทางพิเศษในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทางเราก็หวังว่าจะมีการพัฒนาและสนับสนุน ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศมีความเข้มแข็งขึ้น

พร้อมกันนี้สมาคมร่วมจัดงาน CPhI South East Asia 2020 ในวันที่ 1-3 ก.ค. 2563 นับเป็นครั้งที่ 2 ในไทย ซึ่งจะเป็นการสะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยาที่มีภาพรวมการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี และเปิดโอกาสให้ประเทศยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยาในเอเชียอย่างจีน อินเดีย กาตาร์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ได้จับคู่ธุรกิจ (business matching) และ showcase ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม

รายงานข่าวจากกรมศุลกากรระบุว่า ในปี 2562 ไทยมีการนำเข้ายารักษาโรค มูลค่า 66,477 ล้านบาท ลดลง 9.48 % จากปี 2561 ที่มีการนำเข้า 73,437 ล้านบาท สำหรับแหล่งนำเข้าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน 7,957 ล้านบาท ลดลง 13.50% จีน มูลค่า 6,478 ล้านบาท ลดลง 7.52% อินเดีย 5,682 ล้านบาท ลดลง 3.05% ญี่ปุ่น 4,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.49% สหรัฐ 4,736 ล้านบาท ลดลง 3.60%

ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มเภสัชภัณฑ์ มีมูลค่า 7.646 ล้านล้านบาท ลดลง 5.91% จากปีก่อนที่มีการส่งออก 8.126 ล้านล้านบาท โดยตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐ มูลค่า 971,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.99% จีนมูลค่า 902,602 ล้านบาท ลดลง 7.12% ญี่ปุ่น มูลค่า 762,335 ล้านบาท ลดลง 4.81% เวียดนาม มูลค่า 378,095 ล้านบาท ลดลง 9.67% และฮ่องกง มูลค่า 363,749 ล้านบาท ลดลง 9.67%

และเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงปี 2562 มีการส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 13 มีมูลค่า 164,238 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 114.42%