เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

4 กูรูชี้องค์กรศตวรรษ 21 “ความเร็ว+นวัตกรรม=ความยั่งยืน”

29 ก.พ. 2563 | 09:10น.

ต้องยอมรับว่าบทบาทของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรมไม่เพียงเป็นหน่วยงานที่เดินหน้าผลักดันในการยกระดับผลิตภาพ (productivity) ขององค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในทุกภาคส่วน หากในการเพิ่มทักษะความสามารถของแรงงานในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กรก็นับเป็นอีกบทบาทหนึ่งของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

ที่ไม่เพียงเฉพาะแค่ในประเทศ

หากยังมองไปถึงการแข่งขันบนขีดความสามารถในระดับนานาชาติ ด้วยการเชื้อเชิญองค์กรต่าง ๆ เข้าสมัครตรวจประเมินรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award-TQA), รางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่นด้านการปฏิบัติการ (Thailand Quality Class Plus-Operation) และรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class-TQC)

ซึ่งผ่านมามีหลายหน่วยงานผ่านเกณฑ์ประเมินรางวัลคุณภาพแห่งชาติจนนำองค์กรไปสร้างผลิตภาพให้กับองค์กรของตัวเอง พร้อม ๆ กับช่วยพัฒนาประเทศชาติในอีกทางหนึ่ง จนทำให้ ใครเล่าจะเชื่อว่าเส้นทางของหน่วยงานเล็ก ๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแต่ละองค์กรเดินทางมาถึงปีที่ 25 แล้ว

เป็น 25 ปีที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ดำเนินการจัดงานครบรอบเพื่อขับเคลื่อนผลิตภาพของอุตสาหกรรมไทย ด้วยการชูแนวคิด “Transforming Productivity for Tomorrow Success” ซึ่งมีหัวข้อสัมมนา และวิทยากรจำนวนมากมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และประสบการณ์ตลอด 2 วันของการจัดงานสัมมนา เพียงแต่ในที่นี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ขอหยิบยกเพียงบางหัวข้อ และวิทยากรบางคนมาร่วมพูดคุย

เบื้องต้น “ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “ทักษะแรงงานในอนาคต ทำอย่างไรให้รอด” บอกว่าเมื่อประชากรเกิดใหม่ลดลง ประชากรวัยทำงานก็จะลดลงด้วย ที่สำคัญ จำนวนประชากรผู้สูงอายุกลับมากขึ้นตามมาด้วย

“ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร”

“ดังนั้น ถ้ามองญี่ปุ่นเขาจะชดเชยการขาดแคลนแรงงานด้วยการนำสตรีเข้ามาในภาคทำงาน เนื่องจากเดิมทีผู้ชายทำงาน ผู้หญิงเลี้ยงลูก จึงทำให้เกิดอัตราการทำงานต่ำมาก แต่ปัจจุบันผู้หญิงญี่ปุ่นเริ่มทำงานมากขึ้น แต่สำหรับคนไทยเองผู้หญิงผู้ชายต่างทำงานกันอยู่แล้ว ในทางกลับกัน ตอนนี้คนแก่ของญี่ปุ่นก็เริ่มทำงานกันมากขึ้น และในหลายอาชีพมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้เราเองก็ต้องมาคุยกันเหมือนกันว่าคนแก่ของเราทำงานมีคุณภาพได้เท่ากับคนแก่ของญี่ปุ่นหรือเปล่า”

“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือญี่ปุ่นยอมให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศได้ ในอดีตเราเคยเชื่อว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมปิด ซึ่งไม่จริงเลย และปัจจุบันมีกฎหมายใหม่ออกมามากมายที่สนับสนุนให้คนต่างชาติรุ่นใหม่สามารถทำงานในประเทศได้ แต่สำหรับบ้านเรา กลับทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเราคิดว่างานแบบนี้เฉพาะกับคนไทย คำถามคือทำอย่างนี้ถูกหรือเปล่า และถ้าคนไทยแต่ละครอบครัวยังไม่มีลูก อนาคตเราจะทำอย่างไร แต่ในตรงกันข้ามเรากลับเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมายเข้ามาทำงานในบ้านเรา ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นแรงงานที่ขาดทักษะฝีมือ ผลตรงนี้ จึงไปกระทบโดยรวมกับแรงงานต่างชาติที่มีฝีมืออีกทางหนึ่งด้วย”

“คนที่มีผลต่อการสร้างเศรษฐกิจในช่วงวัยทำงานระหว่างอายุ 22-60 ปี ถ้าเขาต้องทำงาน เขาจะทำงานเพื่อซัพพอร์ตตัวเขาเอง และต้องซัพพอร์ตคนที่อยู่ตรงปลาย กับตรงต้นทางด้วย เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ตรงกลาง 1 คนจะทำงานเกือบเท่ากับ 2 คนคือซัพพอร์ตตัวเอง 1 คน และซัพพอร์ตครอบครัวตัวเอง หรือครอบครัวใหม่อีก 1 คน และตัวเลขนี้จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าอัตราการเกิดของประชากรลดลงไปเรื่อย ๆ จนที่สุดกลุ่มคนเหล่านี้จะไม่ไหว เพราะตัวเลขผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้คือความน่ากลัวอย่างหนึ่งของสังคมไทยในอนาคต”

ขณะที่มุมมองของ “ดร.สันติ กนกธนาพร” อดีตเลขาธิการองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ประเทศญี่ปุ่น มาแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Productivity Movement for Future Transformation” ว่า ลำพังแค่ productivity อย่างเดียวคงไม่สามารถให้องค์กรอยู่รอดอย่างยั่งยืนได้ แต่เราต้องมีอีก 2 ตัวสำคัญคือ agility และ innovation ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้จะต้องเข้าไปอยู่ใน sustainable framework ถึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว

“ดร.สันติ กนกธนาพร”

“ในยุคที่โลกทุกวันนี้เป็น internet century เรายิ่งจำเป็นที่จะต้องมี agility ค่อนข้างมาก เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้พัฒนาไปเร็วมาก เราในฐานะผู้นำจึงต้องปรับตัวเองอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน แต่กระนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความแม่นยำ และความต้องการของลูกค้าในการดำเนินธุรกิจด้วย”

“สำหรับเรื่อง innovation ในมุมมองของผมมีอยู่ 3 แบบคือ ทำให้ตัวเองอยู่รอดไปนาน ๆ (making good product better) อย่างเช่น รถยนต์ที่ดีอยู่แล้วก็ต้องพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก, ทำอย่างไรให้ถูกลง และทำให้ได้เยอะ ๆ (to do more with less) และการเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจ (build a new business model)”

“แต่การจะเป็นองค์กรอย่างนั้นได้เราต้องมองไปข้างหน้า และจะต้องเป็นองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต (future ready organization) โดยเราจะต้องมี future proof ready หรือไปได้ในอนาคตข้างหน้า ที่สำคัญจะต้องมีกลยุทธ์เพื่ออนาคตด้วย ไม่ใช่คิดเพื่อแก้ปัญหาในปัจจุบัน แต่ต้องมองไปข้างหน้า มองไปไกล ๆ แล้วองค์กรนั้น ๆ จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ จะต้องนำนวัตกรรมมาปรับใช้ด้วย และสิ่งที่ผมกล่าวมาคือสิ่งสำคัญที่องค์กรในยุคศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องมี”

สำหรับ “ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์” ประธานสถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute-NBI) มาแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Driving Public and Private Sectors to Enhance Productivity and Transform for Future” บอกว่าจากทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่มีคลื่นอารยะ 7 ลูก แต่ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในคลื่นอารยะลูกที่ 3 ยุคข้อมูลข่าวสาร (information society) และกำลังเคลื่อนไปสู่คลื่นลูกที่ 4 ยุคสังคมแห่งความรู้ (knowledge society) แต่เมื่อหันมามองการเคลื่อนที่ของประเทศไทยในหลายปีที่ผ่านมาพบว่ายังไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพเพื่อก้าวไปสู่คลื่นอารยะลูกที่ 4 ได้

“ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์”

“การเคลื่อนที่ของแต่ละประเทศควรจะมี 3 ด้านที่เรียกว่า 3P คือ public sector-ภาครัฐ, private sector-ภาคเอกชน และ people sector-ภาคคน โดยทั้ง 3 ด้านจะต้องเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันอย่างบูรณาการถึงจะทำให้ผลิตภาพของประเทศโตได้เต็มที่ แต่ภาครัฐของไทยยังตามหลัง และไม่กระตือรือร้นในการปรับตัวมากนัก อาจเป็นเพราะไม่ต้องกังวลใจว่าจะต้องปิดตัว ส่วนภาคเอกชนดิ้นรนและยังเอาตัวรอดได้บ้าง แต่ภาคคนของเรายังไม่ไปไหน ยังยืมความรู้จากคนต่างชาติมาใช้เป็นส่วนมาก”

“ซึ่งความไม่สอดคล้องกันของ 3P ทำให้ไทยก้าวไปไม่ถึงยุคสังคมแห่งความรู้ และถึงแม้ภาครัฐจะมีความจริงใจในการผลักดัน แต่หากไม่เข้าใจวิธีการก็ไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเข้าใจว่า knowledge society ไม่ได้สร้างในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่รัฐต้องมองให้กว้างขึ้น เราจึงต้องมองเรื่องความท้าทายให้ออก จัดลำดับความสำคัญให้ได้ ทั้งแผนงานระยะสั้น และระยะยาว ต้องไม่ขัดกัน เป้าหมายระหว่างเศรษฐกิจและสังคมต้องสอดคล้องกัน และต้องสามารถระบุผลที่ต้องการว่าต้องการแค่ผลผลิต หรือผลลัพธ์”

“ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงให้คนรู้จักใช้ความคิดปฏิวัติสังคม เพราะคลื่นลูกที่ 4 เป็นการสร้างผลิตภาพด้วยการมีนวัตกรเป็นผู้ที่แปลงสภาพจากผลการค้นคว้าและวิจัยให้เป็นนวัตกรรม ใช้ความรู้เป็นตัวนำ ทำงานด้วยสมอง ประเทศใดที่สามารถขี่ยอดคลื่นการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ คือสามารถก้าวกระโดดสู่การเป็นประเทศชั้นแนวหน้าที่ทรงอิทธิพลของโลก นอกจากนี้ โลกยุคอนาคตมีการแข่งขันกันในแบบไซเบอร์ ทำให้องค์กรต้องปรับเป็นองค์กรแห่งเทคโนโลยี เปลี่ยนคุณค่า และโมเดลการทำธุรกิจใหม่”

ถึงตรงนี้ “สตีเฟ่น แลนด์แมน” ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ Kiu Global มาแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Digital Transformation” บอกว่าจากการสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจกว่า 600 คนในเอเชีย ทำให้รู้ว่าปัญหาหลักของผู้ประกอบธุรกิจในยุคนี้คือ การเข้าถึงด้านการเงิน และการเข้าถึงดิจิทัล ในอาเซียนที่ถูกสถาบันการเงินดั้งเดิมปฏิเสธสินเชื่อ จึงเกิดเป็นความคิดให้เราก่อตั้ง Kiu เมื่อ 6 ปีที่แล้ว และสร้างแพลตฟอร์มโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย-รายเล็ก (micro SMEs-MSEs) และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และตอนนี้มีสาขาใน 7 ประเทศคือ ฮ่องกง, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, เมียนมา, บังกลาเทศ และไทย


“เราเชื่อว่าเพียงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไม่สามารถทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ และเวลาที่หลายคนพูดถึง digitalization พวกเขามักลืมส่วนที่สำคัญที่สุดคือคน องค์กรต้องช่วยให้คนทรานส์ฟอร์มตัวเองในโลกดิจิทัลได้ก่อน ถึงจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ซึ่งมีตัวอย่างของหลายองค์กรที่ล้มเหลวในการทำ digital transformation เพราะองค์กรมักโฟกัสไปที่การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา และลืม empower คน”

“ในประเทศไทย เราจึงสร้าง Kiu Academy ที่เหมือนกับเป็นมหาวิทยาลัยรองรับคนได้กว่า 200 คน จากในองค์กร และนอกองค์กรของเรามาเรียนรู้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล โดยการเรียนที่นี่จะเป็นเชิงโต้ตอบ (interactive) โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของทุกคนไม่ว่าจะตำแหน่งใด เพราะเราเชื่อว่าคนตั้งแต่ฐานล่างต้องปรับตัวด้วยถึงจะทำให้องค์กรเข้มแข็ง”

อันเป็นคำตอบในการสร้างผลิตภาพของคนและองค์กรเพื่อความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ