Skip to content

หนี้เสียที่ “อินเดีย” ถล่ม “ธนาคาร” ล่มอีกราย

13 มี.ค. 2563 | 15:10น.
หนี้เสียที่ “อินเดีย” ถล่ม “ธนาคาร” ล่มอีกราย

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก

โดย ไพรัตน์ พงษ์พาณิชย์

“เยสแบงก์” ไม่ได้เป็นแค่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 4 ของอินเดีย หากแต่ยังได้ชื่อว่าเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตเร็วที่สุดธนาคารหนึ่ง และเป็นผู้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ที่สุดในอินเดียอีกต่างหาก

แต่เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา “เยสแบงก์” กลายเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งที่ 3 ของอินเดีย ที่ถูก รีเสิร์ฟ แบงก์ ออฟ อินเดีย (อาร์ไอบี) หรือแบงก์ชาติอินเดีย เข้าควบคุมกิจการ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ ตั้งแต่การฉ้อฉลในธนาคารที่รัฐเป็นเจ้าของเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ เรื่อยมาจนถึงความผิดพลาดในการบริหารจัดการเงินทุนในธนาคารนอกระบบ ที่เรียกว่า “แชโดว์แบงก์” ของที่นั่น

รากเหง้าแห่งความยุ่งยากของเยสแบงก์ เริ่มต้นเมื่อครั้งที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารคือ รานา คาปูร์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารแห่งนี้ด้วย ในปีหลังสุดที่คาปูร์ทำหน้าที่บริหารเยสแบงก์ซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคมปี 2018 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งนี้ปล่อยกู้อย่างรวดเร็วและโดยง่ายดาย ทำสถิติเป็นธนาคารที่มียอดการปล่อยเงินกู้ขยายตัวเร็วที่สุดในอินเดีย

แต่การขยายกิจการอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ความเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นเร็วขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในขณะที่สินทรัพย์ของธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็ว เกือบ 3 เท่าตัวในช่วงระยะเวลาเพียง 5 ปีจนถึงปี 2019 ปล่อยกู้ให้กับธนาคารเงาที่ประสบปัญหา, โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโครงการพัฒนาพลังงานมากมายถึงกว่า 400,000 ล้านรูปี

เมื่อเกิดวิกฤตแชโดว์แบงกิ้งในอินเดียขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปี 2018 เยสแบงก์ก็กระเทือนตามไปด้วย

เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา อาร์ไอบีกดดันจนคาปูร์ต้องลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ หลังจากยืนยันว่าบัญชีของธนาคาร “ผิดปกติ” เพราะพยายามปกปิดข้อมูลในส่วนที่จะแสดงให้เห็นถึงหนี้เสียที่แท้จริงที่ธนาคารมีอยู่ และกำลังบานทะโรคออกไปเรื่อย ๆ

เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา คาปูร์ถูกควบคุมตัวตามคำสั่งของศาล หลังจากถูกสอบปากคำตลอดทั้งคืนก่อนหน้านั้น ภายใต้ข้อหา “ฟอกเงิน” จำนวนรวมทั้งสิ้น 43,000 ล้านรูปี โดยผู้รับประโยชน์จากเงินก้อนปัญหาดังกล่าวก็คือผู้เป็นลูกสาว บ้านพักของทั้งสองคนที่เดลีและมุมไบ ถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจสอบและยึดเอกสารได้เป็นจำนวนมาก

แน่นอน ธนาคารพาณิชย์ระดับใหญ่โตขนาดนี้ตกอยู่ในสภาพนี้ย่อมต้องแตกตื่นกันเป็นธรรมดา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม หลังจากส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์ที่สำนักงานใหญ่ของเยสแบงก์ที่มุมไบแล้ว อาร์ไอบียังต้องอาศัยทวิตเตอร์ ซึ่งเทขายหุ้นการเงินการธนาคารของอินเดียถล่มทลายเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อยืนยันหนักแน่นเมื่อวันที่ 8 มีนาคมว่า บรรดาเงินฝากทั้งหลายในเยสแบงก์ ยังคงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ และเชื้อเชิญให้บรรดาธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ หันมาสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมาด้วยการเข้ามาซื้อหุ้นในเยสแบงก์ที่กำลังจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกด้วย

เพื่อให้กิจการของเยสแบงก์น่าสนใจลงทุนมากขึ้น อาร์ไอบีประกาศ “โละ” หนี้ในรูปของ “พันธบัตรเสริมแบบเทียร์ 1″หรือ “เอที 1” มูลค่า 87,800 ล้านรูปีไปทั้งหมดโดยถาวร ซึ่งเป็นการตัดหนี้ก้อนมหึมาทิ้งไปแบบที่อาร์ไอบีไม่เคยทำมาก่อนในประวัติศาสตร์อีกด้วย

พันธบัตรเอที 1 เป็นหลักทรัพย์ “ไฮบริด” ที่นำเสนอเป็นครั้งแรกหลังวิกฤตทางการเงินโลกเมื่อปี 2008 เป้าหมายเพื่อให้สถาบันการเงินระดมทุนได้มากและง่ายขึ้น โดยเสนอให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ ภายใต้ข้อแม้ว่า ผู้ลงทุนในพันธบัตรชนิดนี้ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงกว่าปกติตามไปด้วย และมีข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่แรกว่า เมื่อสถานการณ์ถึงจุดหนึ่งพันธบัตรเหล่านี้สามารถยกเลิกได้ทั้งหมด โดยนักลงทุนยินยอมสูญเสียเงินที่ลงทุนทั้งหมดไปด้วย

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจส่งผลให้การล้มทั้งยืนของเยสแบงก์ ไม่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายจนโกลาหลขึ้น พร้อมกันนั้นก็สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จะปลอดจากปัญหาเสียทีเดียว เพราะเป็นไปได้ว่า การโละหนี้ครั้งใหญ่นี้อาจส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ รวมถึงสถาบันการเงินอื่น ๆ ให้ระดมทุนเข้ามาเสริมสภาพคล่อง ต่อสู้กับภาวะหนี้เสียได้ยากมากขึ้น

หนี้เสียในระบบธนาคารของอินเดียไม่ใช่เล็กน้อย แต่เป็นหนี้มหาศาลในระดับที่บลูมเบิร์กประมวลออกมาแล้วระบุว่า อยู่ในระดับที่สูงที่สุดในโลกที่ 9.3 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนหนี้ทั้งหมด คิดเป็นเม็ดเงินสูงถึง 190,000 ล้านดอลลาร์

ปัญหาของเยสแบงก์และหนี้เสียในระบบทั้งหมด อาจไม่กระไรนักในสถานการณ์ปกติธรรมดา แต่อย่าลืมว่าเศรษฐกิจของอินเดียกำลังขยายตัวในระดับต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี พร้อมกันนั้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกก็มีแนวโน้มดิ่งลงหนักมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะปัญหาไวรัสก่อโรคโควิด-19 และปัญหา “สงครามราคาน้ำมัน” ที่ระเบิดตูมตามขึ้นตามมาเขย่าขวัญไปทั่วโลกในเวลานี้

ในสถานการณ์เช่นนี้ เยสแบงก์คงไม่ใช่สถาบันการเงินแห่งสุดท้ายของอินเดียที่ล้มทั้งยืนเพราะหนี้เสียที่สั่งสมไว้แน่นอน