เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
Biz Movement “อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
ดูทั้งหมด

เปิดเหตุผล กนง. 4 เสียง ให้คงดอกเบี้ยแม้มองเศรษฐกิจหดตัวแรง

08 เม.ย. 2563 | 10:53น.

เปิดเหตุผล กนง. 4 เสียง ให้คงดอกเบี้ยแม้มองเศรษฐกิจหดตัวแรง ชี้รอประเมินภาวะตลาดเงิน-การส่งผ่านนโยบายหลังลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน-ตุนกระสุน “Policy space” รับมือความไม่แน่นอนสูงระยะข้างหน้า

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 ซึ่งในการประชุมนัดดังกล่าวมีกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายวิรไท สันติประภพ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายคณิศ แสงสุพรรณ นายสุภัค ศิวะรักษ์ และ นายสมชัย จิตสุชน ส่วนนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เข้าร่วมประชุมผ่าน video conference แต่ไม่ได้ร่วมลงมติ)

โดยรายงานว่า ภาวะตลาดการเงินนับจากการประชุมนัดพิเศษ (เมื่อ 20 มีนาคม) ภาวะตลาดการเงินไทย โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ปรับดีขึ้นหลังการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการประกาศมาตรการสนับสนุนเสถียรภาพตลาดการเงินไทย ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นและบรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงิน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยลดลงทันที หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง และนักลงทุนบางส่วนชะลอการขายพันธบัตรรัฐบาลไทย หลัง ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศมาตรการสนับสนุนเสถียรภาพตลาดการเงินไทย

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลง สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดโลก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ สำหรับเงินบาทอ่อนค่าลงเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง ประกอบกับการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ในไทยรุนแรงขึ้น
โดยการประชุมรอบนี้ กนง. เห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนัดพิเศษก่อนหน้า รวมทั้งมาตรการสนับสนุนเสถียรภาพตลาดการเงินไทยที่ได้ดำเนินการไปเอื้อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ย

เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดลงและเสถียรภาพของตลาดการเงินไทยโดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ปรับดีขึ้น กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้รอประเมินการปรับตัวของตลาดการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเพิ่มเติม และควรรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ให้พร้อมรองรับความไม่แน่นอนที่มีอยู่สูงในอนาคต

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบของรัฐบาลที่ได้ประกาศไป และมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เป็นมาตรการที่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า “กนง. จึงมีมติ4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ต่อปี ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 0.50% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษมีความเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่หดตัวแรง”

ทั้งนี้ สำหรับภาวะเศรษฐกิจในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อยังสอดคล้องกับภาพที่ได้ประเมินไปในการประชุมนัดพิเศษ โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวแรงจากการระบาดของ COVID-19 เป็นสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงานที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมาก จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิมมาก การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอลงมาก และผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มหดตัวในทุกองค์ประกอบ ยกเว้นการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวแต่ต่ำกว่าที่คาดไว้จากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้า

“กนง. จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัว 5.3% ในปี 2563 และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ 3.0% ในปี 2564 หากการระบาดในไทยควบคุมได้ตามที่กระทรวงสาธารณสุขคาดและจำนวนนักท่องเที่ยวทยอยกลับมาฟื้นตัว และประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบ โดยคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ – 1.0% และปี 2564 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3% ตามราคาน้ำมันดิบ”

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าประมาณการเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมีความไม่แน่นอนสูงมาก โครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของโลกและไทยจะเปลี่ยนแปลงไปหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย โดยเศรษฐกิจ
ไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ ได้แก่

(1) การระบาดของ COVID-19 ที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าที่คาด หรืออาจมีการคิดค้นวัคซีนและยารักษาได้เร็วกว่าที่คาด

(2) ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินโลกที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง

(3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น และการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการเจรจาการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรและยุโรปซึ่งยังมีความไม่แน่นอน (4) ความไม่แน่นอนของการใช้จ่ายภาครัฐ

ซึ่งอาจออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หรือมาตรการต่าง ๆ อาจมีผลน้อยกว่าที่คาด รวมถึง (5) ความเสี่ยงของภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าคาดส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและรายได้ภาคเกษตร และไม่สามารถรองรับแรงงานที่ย้ายมาจากภาคอื่น ๆ ได้

คณะกรรมการฯ เห็นว่าความเสี่ยงในระบบการเงินโดยรวมมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่หดตัวแรง ซึ่งส่งผลต่อรายได้ภาคครัวเรือนและธุรกิจ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินเชื่อด้อยลง นอกจากนี้ สภาพคล่องในระบบการเงินตึงตัวมากขึ้นโดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ จึงเห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงและจุดเปราะบางต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และให้ ธปท. เตรียมเครื่องมือเชิงนโยบายให้พร้อมใช้เพื่อดูแลระบบการเงินให้มีเสถียรภาพและมีความมั่นคงในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งประสานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมดำเนินการเชิงรุกป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ

 

อ่านรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินฉบับเต็ม