วันที่ 23 เมษายน 2563 นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม และในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข้อกังวลต่อการใช้เงินจากของกองทุนกรณีว่างงาน เพื่อเยียวยาผู้ประกันตน มาตรา 33 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีการระบาดของโควิด-19 นั้น สำนักงานประกันสังคมขอยืนยันว่า สถานะของกองทุนกรณีว่างงานที่มีอยู่ 1.6 แสนล้านบาท สามารถเยียวยาผู้ประกันตนในระบบได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจและรักษาเสถียรภาพของกองทุน สำนักงานประกันสังคมได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงแนวทางที่จะใช้รักษาเสถียรภาพของกองทุนว่างงาน หากจำเป็นต้องใช้นั้น อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการได้หรือไม่ 2 แนวทาง ดังนี้
1) แนวทาง “ดึงงบ” บางส่วนกลับ โดยเฉพาะที่ใช้เพื่อการลงทุนเพื่อสร้างรายได้-กำไรกลับคืนให้กองทุนฯ
2) เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถกู้ยืมเงินระหว่าง 4 กองทุนของประกันสังคมที่ประกอบด้วย กองทุนสงเคราะห์บุตรและชราภาพ กองทุนทดแทนว่างงาน กองทุนทดแทนกรณีเจ็บป่วย ทุพลภาพ คลอดบุตร และเสียชีวิต
“แม้จะมั่นใจว่าเงิน 1.6 แสนล้านสามารถช่วยแรงงานที่ได้รับผลกระทบได้ก็ตาม แต่อาจจะต้องมีแนวทางสำรองเอาไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้ในการประชุมบอร์ดประกันสังคมก็ได้มีการหารือไว้แล้วส่วนหนึ่ง” นางพิศมัย กล่าว
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตีความว่า โรคโควิด-19 ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตอบกลับว่า ควรให้คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้บอร์ดประกันสังคมพิจารณาแล้วเห็นว่า โควิด-19 ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” ที่ควรได้รับการจ่ายเยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคดังกล่าว
สำหรับผู้ประกอบการที่จะรับการเยียวยาจากประกันสังคมแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1) แรงงานที่ถูกกักตัว 14 วันเพื่อประเมินว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่
2) กิจการที่ภาครัฐสั่งปิดชั่วคราว
3) นายจ้างที่หยุดประกอบกิจการเอง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งในปัจจุบันมีลูกจ้างที่ว่างงานยื่นเรื่องเข้ามาแล้วประมาณ 1.2 ล้านคน