กนง. หวั่นจ้างงานฟื้นตัวช้า แนะรัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
แบงก์ชาติ ธปท. ค่าเงินบาท กนง.
กนง. หวั่นจ้างงานฟื้นตัวช้า ความเชื่อมั่นภาคเอกชนลดลง แนะรัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 4/2563 ที่ประชุมไปเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2563 ที่ผ่านมา โดยมีการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้
คณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกที่รุนแรงกว่าคาดและรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักรุนแรง และกระทบต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตใหม่ของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
รายงานดังกล่าวระบุว่า การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวสูงในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและปริมาณการค้าโลก รวมถึงภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิต (supply chain disruption) และการระงับเส้นทางขนส่ง
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าจะทยอยปรับดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2563 ตามการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยให้อุปสงค์ต่างประเทศปรับดีขึ้น การส่งออกบริการ มีแนวโน้มหดตัวแรงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากตลอดช่วงประมาณการ
- ธนาคารรัฐ-เอกชน แห่อุ้มลูกหนี้รายย่อย-ออกมาตรการเฟส 2
- ธ.ก.ส. เปิดเงื่อนไขสินเชื่อ ดอกเบี้ย 0% สามเดือนแรก วงเงิน 5 หมื่นบาท
สำหรับการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ กนง. มองว่าจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อการควบคุมการระบาดและแนวทางการเปิดประเทศภายใต้มาตรการระเบียงท่องเที่ยว (travel bubble) ของไทย
การบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มหดตัวกว่าที่ประเมินไว้และคาดว่าจะฟื้นตัวได้จำกัด เนื่องจากการจ้างงานเปราะบางมากขึ้น การว่างงานปรับสูงขึ้นและรายได้แรงงานชะลอตัวตามการปรับตัวของภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
ครัวเรือนจึงระมัดระวังการใช้จ่าย แม้มาตรการเยียวยาและช่วยเหลือสภาพคล่องของภาครัฐที่ดำเนินการไปและการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมจะช่วยประคับประคองการบริโภคของครัวเรือนได้บ้าง
ความเชื่อมั่นเอกชนลดลง
ด้านการลงทุนภาคเอกชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับลดลง กำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ในระดับสูงในหลายภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลื่อนหรือชะลอการลงทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าการลงทุนบางโครงการมีแนวโน้มดำเนินการได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นจาก 2 ปัจจัย ได้แก่:
1. การเบิกจ่ายภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดฯ
2. การเพิ่มสัดส่วนของงบประจำเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้เร็วขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายฯ และการปรับโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี2564
คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัว 8.1% ในปี 2563 และจะกลับมาขยายตัวได้ร้ 5.0% ในปี 2564 ตามแนวโน้มการทยอยฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน อาทิเศรษฐกิจโลกที่อาจหดตัวหรือฟื้นช้ากว่าคาด ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่จะลดลงมาก รวมทั้งโอกาสและความรุนแรงของการระบาด COVID-19 รอบสอง หากมีการเปิดประเทศตามมาตรการระเบียงท่องเที่ยว (travel bubble)
แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
คณะกรรมการฯ อภิปรายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีสัญญาณปรับดีขึ้น หลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด แต่คณะกรรมการฯ ยังกังวล
ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูงต่อเนื่องนาน และยังต้องปรับรูปแบบการท่าธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย
2. ตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบในวงกว้างรุนแรงกว่าคาด โดยแรงงานในแต่ละสาขาธุรกิจจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป และแรงงานบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษา แรงงานที่มีอายุ และแรงงานที่มีทักษะน้อย (unskilled) จะได้รับผลกระทบมากและจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้น
โดยเฉพาะในภาวะที่ภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานในกระบวนการผลิต (automation) มากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันให้รายได้และการจ้างงานของครัวเรือนนอกภาคเกษตรฟื้นตัวช้า และอาจไม่กลับไปสู่การจ้างงานในระดับเดิมก่อนการระบาดของ COVID-19
ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการระบาดคลี่คลายลง รวมทั้งนโยบายด้านแรงงานที่จะส่งเสริมการจ้างงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรักษาศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว