CPN รีวิวแผนลงทุน กอดเงินสด-เฟ้น 10 โปรเจ็กต์ รอเศรษฐกิจฟื้น
“ซีพีเอ็น” ทบทวนแผนลงทุนใหม่ รับโควิดยืดเยื้อ เน้นรักษากระแสเงินสด-สภาพคล่อง ก่อนเตรียมออกหุ้นกู้ 4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้าพัฒนา-ศึกษาโครงการใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง รับการเติบโตระยะยาว หลังฟื้นจากวิกฤต ชูคอนเซ็ปต์ “มิกซ์ยูส” เป็นมากกว่าศูนย์การค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมเปิดกว้างลงทุน ต่อยอดธุรกิจหลัก หวังสร้างการเติบโต-กระจายรายได้บาลานซ์เสี่ยง
แม้ว่าสถานการณ์ “โควิด-19” จะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่หลายฝ่ายก็ยังกังวลกับการระบาดรอบ 2 รวมถึงการใช้ชีวิตแบบการ์ดไม่ตก ที่ยังต้องรักษาระยะห่างทางสังคม มาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเต็มที่ จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคนี้สำเร็จ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจกำลังซื้อ ทำให้การลงทุนของหลายภาคส่วนในช่วงต่อจากนี้ไป จะต้องทำอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด รวมถึงต้องปรับรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปให้ทันด้วย
รักษาสภาพคล่อง
นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจของบริษัท โดยซีพีเอ็นตั้งแต่พบว่ามีการระบาดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า พนักงานบริษัท และผู้ถือหุ้น
ทั้งเรื่องของบริการที่ปลอดภัย สร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับการเปิดศูนย์แบบปกติ โดยการเพิ่มบริการใหม่เข้ามา เช่น แชตแอนด์ช็อป ไดรฟ์ทรู ฯลฯ การช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่าย ยกเว้นค่าเช่าร้านที่ไม่สามารถเปิดได้ รวมถึงการให้ส่วนลดค่าเช่าตั้งแต่ 10-50% ตามผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนการทำประกันสุขภาพให้พนักงาน ไม่เลิกจ้าง แต่ใช้กำลังคนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และที่สำคัญได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดต้นทุน ทั้งด้านสาธารณูปโภค การตลาด การประชาสัมพันธ์ การบริหาร ฯลฯ ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง พร้อมกับทบทวนแผนลงทุนใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและกระแสเงินสด เพื่อเตรียมสภาพคล่องของบริษัทให้เพียงพอ ต่อสถานการณ์ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้
ล่าสุด ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ได้อนุมัติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้จำนวนไม่เกิน 40,000 ล้านบาท รวมถึงการออกและเสนอขายตั๋วเงินระยะสั้น และ/หรือ หุ้นกู้ระยะสั้นจำนวนไม่เกิน 15,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแผนการลงทุน ในการพัฒนาโครงการใหม่และการขยายธุรกิจในอนาคตของบริษัท ตลอดจนเพิ่มความคล่องตัวในการหมุนเวียนเงินทุนในการดำเนินโครงการต่าง ๆ
- ธุรกิจไก่ทอด 1.47 หมื่นล้านระอุ RD ถอดใจขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC
- ย้อนไทม์ไลน์ “วุฒิศักดิ์คลินิก” ทำไมขาดทุนอ่วมกว่าพันล้าน
อยู่ระหว่างศึกษา 10 โครงการ
นายปรีชาระบุต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวบริษัทยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยยังสามารถพัฒนาและเติบโตต่อไปได้ จากแผนการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐด้านคมนาคม ที่จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก เช่น รถไฟความเร็วสูง, รถไฟฟ้า ฯลฯ ตลอดจนโครงการในพื้นที่อีอีซี
หากผ่านช่วงวิกฤตครั้งนี้ไปแล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง และการพัฒนาของเมืองจะเปลี่ยนไป เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างศูนย์การค้า โดยเฉพาะโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งจะเป็นโมเดลที่ใช้ในการเข้าไปตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์การค้า สำนักงานออฟฟิศ ที่อยู่อาศัย และโรงแรม โดยขณะนี้ได้ศึกษาพื้นที่ที่มีศัยภาพสูงไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ
สำหรับโครงการที่เปิดตัวไปแล้ว และกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โครงการมิกซ์ยูสที่บริษัท ร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานี พัฒนาพื้นที่ 23 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนสีลม ทำเลยุทธศาสตร์ในศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส และเอ็มอาร์ที โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566-2567
และศูนย์การค้าที่เป็นมิกซ์ยูส 3 แห่ง อาทิ เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน โครงการที่พักอาศัย และโรงแรม คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564, เซ็นทรัล ศรีราชา ที่เป็นศูนย์การค้าแบบเซมิเอาต์ดอร์ ไลฟ์สไตล์ มีศูนย์การประชุม โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงาน และศูนย์เรียนรู้สำหรับเด็ก คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2564 และเซ็นทรัล จันทบุรี ซึ่งจะมีทั้งศูนย์การค้า ที่พักอาศัย ฯลฯ คาดว่าจะเปิดในปี 2565
- “แฟมิลี่มาร์ท” เร่งขายแฟรนไชส์ เริ่ม 4.4 แสน แถมช่วยหาทำเล
- เทรดแฟร์ครึ่งปีหลังยังฝืด “อินฟอร์มาฯ” หันพึ่งไฮบริด
กระจายแหล่งรายได้
นอกจากการพัฒนาศูนย์การค้า และโครงการมิกซ์ยูสแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาซีพีเอ็นยังได้เข้าไปพัฒนาโครงการที่พักอาศัย เน้นทำเลใกล้ศูนย์ของบริษัท ตลอดจนทำเลที่มีศักยภาพอื่น ๆ เพื่อไดเวอร์ซิฟายไปยังธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่พัฒนาแล้ว อาทิ เอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงใหม่, เอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงราย, เอสเซ็นท์ นครราชสีมา, ฟิล พหล 34 และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ เอสเซ็นท์ อุบลราชธานี, เอสเซ็นท์ พาร์ควิลล์ เชียงใหม่, นิยาม บรมราชชนนี เป็นต้น
พร้อมกับพยายามหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ ให้มีความหลากหลาย สนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิด coworking space ภายใต้แบรนด์ “คอมมอนกราวนด์” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท คอมมอนกราวด์ กรุ๊ป จากประเทศมาเลเซีย เพื่อต่อยอดเน็ตเวิร์กของซีพีเอ็น และกลุ่มเซ็นทรัลที่มีอยู่ ให้สามารถตอบรับกับการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์ของโคเวิร์กกิ้งสเปซ และแชริ่งอีโคโนมี ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก
การเข้าไปลงทุนในแกร็บ เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายของร้านค้าในศูนย์ อันเป็นการสนับสนุนธุรกิจหลัก และในอนาคตจะนำข้อมูลการสั่งซื้อมาช่วยในการพัฒนาการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปลงทุนในบริษัท เบย์วอเตอร์ จำกัด เพื่อต่อยอดพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอนาคต เนื่องจากเบย์วอเตอร์มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในย่านพหลโยธินซึ่งมีศักยภาพค่อนข้างสูงอยู่จำนวนมาก
ทราฟฟิกปรับตัวดีขึ้น
ผู้บริหารซีพีเอ็นกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด หากแบ่งเป็นช่วงแรก มกราคม-กุมภาพันธ์ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดในต่างประเทศ มีผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยสาขาที่ได้รับผลกระทบได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, พัทยา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, สมุย มีทราฟฟิกลดลง 10-15% แต่ศูนย์อื่นยังมีผู้มาใช้บริการตามปกติ
จนกระทั่งเข้าเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งมีการระบาดเป็นวงกว้างในไทย จนภาครัฐมีการประกาศให้ศูนย์การค้าปิดเป็นการชั่วคราว ทำให้ศูนย์ของซีพีเอ็นทั้ง 33 แห่ง ต้องปิดทำการ รวมระยะเวลา 45-56 วัน แต่ยังมีกิจการบางอย่างที่อนุญาตให้เปิดได้ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร แบบเทกอะเวย์ หรือดีลิเวอรี่ ทำให้มีผู้มาใช้บริการอยู่ที่ 20-30% จากช่วงปกติ
ต่อมาช่วงปลดล็อกเฟส 2 ตั้งแต่ 17-31 พฤษภาคม ศูนย์ทุกแห่งกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง ด้วยมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยขั้นสูงสุด จำนวนผู้ใช้บริการจึงปรับขึ้นมาอยู่ที่ 40-60% จากช่วงปกติ และตั้งแต่ช่วงปลดล็อกเฟส 3-5 ตั้งแต่ 1 มิถุนายน เป็นต้นมา สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลมีการผ่อนคลายเพิ่มเติม ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นต่อเนื่อง จึงมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 60-80% จากช่วงปกติ
โดยภาพรวมธุรกิจในปัจจุบัน บริษัทมีศูนย์การค้าทั้งหมด 34 โครงการ แบ่งเป็นในประเทศ 33 โครงการ รวมพื้นที่ให้เช่า 1,809,020 ตร.ม. และต่างประเทศอีก 1 โครงการ (เซ็นทรัล ไอ-ซิตี้) ประเทศมาเลเซีย คิดเป็นพื้นที่โครงการอีก 278,000 ตร.ม. อาคารสำนักงาน 7 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง โครงการที่พักอาศัยเพื่อเช่า 1 แห่ง โครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย 10 แห่ง
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 11,423 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,592 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ จะมีรายได้รวมและกำไรลดลง 0.5% และ 8.7% ตามลำดับ เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น
