คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้ เวลธ์
เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัท Apple Inc. ได้เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ คือ iPhone X หรือที่เรียกกันว่า iPhone 10 ซึ่งเป็นรุ่นที่ฉลองครบรอบ 10 ปีของโทรศัพท์ iPhone ในการเปิดตัวครั้งนี้ได้มีการเปิดเผยคุณสมบัติของ iPhone ที่มีความสามารถมากขึ้น โดยเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไป เช่น Face ID ที่ใช้ใบหน้าในการปลดล็อกเครื่อง หรือกล้องถ่ายภาพที่ทันสมัย พร้อมด้วยระบบ AR ที่บริษัท software สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการเล่นเกมบนโทรศัพท์ในรูปแบบใหม่ และอื่น ๆ อีก
iPhone X จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเทคโนโลยีที่ Apple ใส่เข้าไปใน iPhone X ก็ทำให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น โดยราคาที่จะขายในประเทศไทยในรุ่นที่มีความจุสูงสุดราคาเครื่องอาจจะสูงประมาณ 45,000 บาท แต่ผู้ซื้อที่เป็นลูกค้าดั้งเดิมของ Apple ก็ยอมที่จะจ่ายเพื่อต้องการความทันสมัยรวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่ายอดขาย Apple จะดีขึ้นหลังจากยอดขายปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก iPhone รุ่นก่อนหน้านี้ไม่มีความโดดเด่นมากพอที่ลูกค้าจะเปลี่ยนเครื่องใหม่
ย้อนกลับไปดูเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การเปิดตัว iPhone อาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายของ Apple Inc. ในยุคที่ “Steve Jobs” ยังมีชีวิตอยู่ เพราะขณะนั้น Nokia ยังเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยขณะนั้น Apple Inc. มีมูลค่าราคาตลาด (market cap.) ประมาณ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 260,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งช่วงนั้น Apple เพิ่งเปิดตัว iPhone รุ่นแรก และขายได้ในปีนั้นเพียง 1.3 ล้านเครื่อง จนมาถึงปี 2015 Apple ทำยอดขาย iPhone สูงสุดที่ 231 ล้านเครื่อง และมี market cap. เติบโตสูงสุดเมื่อต้นปี 2017 ที่ราว 850,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มียอดขาย iPhone รวมทั่วโลกทั้งสิ้นกว่า 1,200 ล้านเครื่อง
ประเด็นสำคัญที่อยากให้นักลงทุนมองก็คือ สินค้าเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์นั้น สามารถสร้างมูลค่าและยอดขายที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าในช่วงแรก ๆ อาจจะยังทำยอดขายได้ไม่มากนัก แต่เมื่อเริ่มแพร่กระจายแล้ว ผู้บริโภคที่เกาะติดเทคโนโลยีก็พร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเหล่านี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการดำรงชีวิตมากขึ้น ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีไม่ได้มีเพียง Apple Inc. เท่านั้น ยังมีบริษัทที่พัฒนา software เพื่อใช้ใน iPhone อีกหลายพันบริษัท ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีการ take over กันอยู่เรื่อย ๆ เพื่อนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มารวมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ออกมา
โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ในปัจจุบันนั้นล้วนมี market cap. ติด 1 ใน 10 ของบริษัทที่มี market cap. สูงที่สุดในโลกถึง 6 บริษัทด้วยกัน ได้แก่ Apple, Alphabet (google), Microsoft, Amazon, Facebook และ Tencent ทั้งนี้เมื่อไปดูบริษัทใน S&P500 หุ้นกลุ่ม IT ก็ยังถือเงินสดมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 900,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ เงินจำนวนนี้เป็นความมั่งคั่งที่จะนำไปใช้วิจัยและพัฒนาให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง และซื้อเทคโนโลยีจากบริษัทเล็ก ๆ มาต่อยอดได้อีก
หลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ valuation (มูลค่า) แพงไปหรือยัง เมื่อดูที่ MSCI ACWI Information Technology Index ที่เป็นดัชนีชี้วัดของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั่วโลก ที่มีมูลค่า P/E ประมาณ 18.7 เท่า
เทียบกับ MSCI ACWI ที่วัดดัชนีหุ้นทั่วโลกที่มี P/E (สัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) อยู่ที่ประมาณ 16.6 เท่า ก็นับได้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ไม่ได้มี valuation ที่สูงเกินไป เมื่อเทียบกับการเติบโตของบริษัทในระดับสูง
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ยังสามารถขยายไปเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีก เช่น รถยนต์ที่กำลังพัฒนา software ให้เป็นรถยนต์อัจฉริยะที่เราไม่ต้องขับเอง และเป็นหนึ่งใน megatrend ของโลกด้วย
โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากผลกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ยังสามารถเข้าลงทุนและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้