Skip to content

ศบค. ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน ถึง 31 ส.ค.

22 ก.ค. 2563 | 11:53น.
ศบค. ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน ถึง 31 ส.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.) ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มีมติต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่จะครบกำหนดในวันที่ 31 ก.ค. 2563 นี้ หรือไปสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2563

ทั้งนี้ มติครั้งนี้ถือเป็นการต่ออายุครั้งที่ 5 โดย ศบค. ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการแก้ปัญหาและป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ทางด้านนายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. กล่าวถึงการพิจารณาขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือนว่า เลขา สมช. ได้รายงานว่า สถานการณ์แพร่ระบาดในระดับโลก ยังคงอยู่ในรุนแรง และมีผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้เดินทางเข้าประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการระบาดในประเทศ โดยที่ประชุมระบุว่า มีความจำเป็น คือ

-จำเป็นต้องมีอำนาจตามกฎหมายในการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ

-จำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการวิกฤตในลักษณะรวมศูฯย์ เพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว

-อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้เกิดความพร้อมให้กับประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่

ทางด้าน พลเอก สมศักดิ์​ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยถึง การขยายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน ว่า ว่าได้มีการพุดคุยกัน และทางคุณหมอต้องการให้มีกฎหมายในลักษณะนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง เพราะสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสดควิด-19 ยังมีการติดเชื้อกันทั่วโลกเฉลี่ยวันละ 2 แสนคน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยังรุนแรงอยู่ และยังรายล้อมประเทศไทยอยู่

นอกจากนี้ไทยมีความจำเป็นต้องเปิดประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการรับแรงงานต่างด้าว การเปิดให้มีการผ่อนคลายเกี่ยวกับโปรแกรมการท่องเที่ยว การอนุญาตให้ชาวต่างชาติมาจัดการการประชุมในไทย หรือแม้แต่การอนุญาตให้มาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข และเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่จะประกันได้ว่า สิ่งที่เราอนุญาต หรือผ่อนคลายในเชิงธุรกิจ ในเชิงเศรษฐกิจ จะถูกชั่งน้ำหนักโดยทางด้านสาธารณสุข เครื่องมือเพียงอย่างเดียวคือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่มีกฎหมายอื่นออกมา โดยเฉพาะเรื่องการกักตัว 14 วัน

อย่างไรก็ตามเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้สบายใจยิ่งขึ้น ซึ่งความจริงเราใช้มาตรา 9 ในพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเบาที่สุดอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่ได้ห้ามเรื่องการออกนอกเคหสถาน และสิ่งที่เราจะไม่ห้ามต่อไปคือ เราจะไม่ใช้มาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินมา “ห้ามการชุมนุม” เพื่อแสดงให้เห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เราจะต่ออายุในเดือนสิงหาคม มีเจตนาที่จะใช้ควบคุมโรคโดยบริสุทธิ์ใจ แต่เพียงอย่างเดียว ส่วนการชุมนุนุมทางการเมืองก็จะไปใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่ ซึ่งจะมีการเสนอต่อที่ประชุม ครม.ครั้งหน้า

เมื่อวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการพิจารณาต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของนักศึกษา โดยระบุว่า ตนเคยพูดมาหลายครั้งแล้ว เพราะหลายกฎหมายไม่ครอบคลุม ไม่ได้ใช้กฎหมายมายุ่งเกี่ยวเรื่องการชุมนุมอะไรทั้งสิ้น เป็นเรื่อง พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ก็มีอยู่แล้ว ตนไม่ต้องไปสั่งการเพิ่มเติม

นายกฯ ระบุว่า ตนเป็นห่วงกังวลเรื่องเดียวที่มีการเคลื่อนไหว สั่งเพียงอย่างเดียวขอให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เห็นใจในบรรดาเด็กๆ ของพวกเรา เยาวชน นิสิต นึกศึกษา และมีความเป็นห่วงแทนผู้ปกครองด้วยเท่านั้นเอง แต่ต้องระวังละเมิดก้าวล่วง คิดว่าประชาชนคงไม่ยอมนักหรอกให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ไม่สมควรจะเกิดในประเทศไทยของเรา จะไม่พูดมากในเรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องการให้เป็นประเด็น ส่วนข้อเรียกร้อง 3 ข้อไปเสนอกันในสภา มีคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีเสียงคัดจากภาคประชาสังคมและฝ่ายค้านถึงความจำเป็นและเหมาะสม

สำหรับแนวทางที่เสนอให้ประกาศใช้บางพื้นที่นั้น นายวิษณุระบุว่า ประเด็นดังกล่าวพิจารณาตั้งแต่ครั้งแรกของการประชุม ศบค. แล้ว แต่เกิดข้อกังวลว่า คนจะเคลื่อนย้าย ไปในพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

รองนายกฯ ยังได้ตอบคำถามถึงประเด็นว่าอาจพิจารณายกเว้นเรื่องการห้ามชุมนุมด้วยหรือไม่ว่า โรคติดต่อไม่เหมือนกับการชุมนม ไม่เหมือนกับการก่อเหตุ ความไม่สงบเมื่อปี 57-58 เพราะเหตุดังกล่าวสามารถกระชับพื้นที่ได้ แต่โรคโควิด-19 ติดต่อไปทางอากาศ เราไม่สามารถกระชับพื้นที่ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ต้องประกาศทั่วประเทศ เพียงแต่ไม่เอามาตรการต่างๆ มาใช้ เพราะมาตรการที่มีอยู่ 6 มาตรการก็ยกเลิก

นายวิษณุ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ได้ประโยชน์จากการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือ การสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่มีกฎหมายใดให้สนธิกำลังแบบนี้ได้ เพราะ พ.ร.บ.โรคติดต่อนั้นแพทย์เป็นผู้ใช้ ซึ่งไม่สามารถสั่งการหน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และหากใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่อ ประเทศไทยมี 77 จังหวัด ก็จะมี 77 มาตรฐาน ด่านเข้าออกและด่านผ่อนปรน 70 ด่าน ซึ่งก็จะมี 70 มาตรฐาน และนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถลงไปสั่งงานละเอียดในแต่ละด่านได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน