เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
Columns เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
“นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
Biz Movement “นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

ส.อ.ท.เสนอแผนอุ้ม “เอสเอ็มอี” ปลดล็อกซอฟต์โลน 5 แสนล้าน

24 ก.ค. 2563 | 15:01น.
แบงก์ชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย

เอกชนอ่วมเจอปัญหาขาดสภาพคล่องหนัก หวั่น NPL พุ่งไตรมาส 4 ด้าน ส.อ.ท.เตือน SMEs เดือดร้อนหนัก เข้าไม่ถึงซอฟต์โลน 500,000 ล้าน กู้ได้จริงแค่ 1 แสนล้าน วอนรัฐปรับเกณฑ์ “หลักประกัน”เพิ่มวงเงินค้ำให้ บสย. ขยายเวลาเข้าร่วมค้ำประกันต่อจาก ธปท. อีก 3-5 ปี พร้อมยืดพักชำระหนี้-ลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1.5% ต่ออีก 6 เดือน หรือถึงปี”64

นายปรีชา ส่งวัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะอนุกรรมการการเงินและภาษี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนกำลังประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องอย่างหนัก แม้ว่ารัฐบาลจะคลายมาตรการล็อกดาวน์ไปแล้วก็ตาม แต่ภาคธุรกิจยังไม่สามารถจะทำรายได้กลับมา 100% เทียบเท่าก่อนที่จะล็อกดาวน์ได้ ประกอบกับต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นหลังจากเปิดดำเนินกิจการ ขณะที่มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและด้านภาษีที่รัฐบาลมอบให้ ทั้งในเรื่องการพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยกับการลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 1.5% ก็กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ การเข้าถึงเงินซอฟต์โลนก็ยังทำได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดความกังวลปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นนับจากเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

“คณะกรรมการของ ส.อ.ท.มีเป้าหมายว่าจะต้องกำหนดแนวทางช่วยเหลือเรื่องการเงินและภาษีให้สอดคล้องกับแผนรัฐบาลว่า ทำอย่างไรให้คนไม่ตกงานหรือตกงานน้อยที่สุด นั่นก็คือธุรกิจต้องไม่เจ๊ง โดยสิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ สภาพคล่อง เนื่องจากช่วงโควิด ผู้ประกอบการไม่มีรายได้เข้ามา แต่ก็ยอมรับว่ารัฐบาลออกมาตรการรับมือวิกฤตครั้งนี้ได้ดีกว่าปี 2540 มาก ทั้งเรื่องการพักหนี้ก็ทำได้เร็ว แต่มาตรการดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้แล้ว ส่วนมาตรการซอฟต์โลนถือว่าดี เพียงแต่ยังไม่ค่อยฟังก์ชั่น เห็นได้จากวงเงินซอฟต์โลน 500,000 ล้านบาท ซึ่งให้ดอกเบี้ยต่ำมาก (2%) ถือว่าดี แต่จนถึง ณ วันที่ 17 ก.ค. 2563 กลับปล่อยกู้ไปได้เพียง 63,342 ราย คิดเป็นวงเงิน 103,750 ล้านบาท หรือเฉลี่ยได้รายละ 1.6 ล้านบาทเท่านั้น ยังเหลือวงเงินอีก 400,000 ล้านบาทที่ปล่อยไม่ได้ และนี่คือประเด็นสำคัญที่อยากให้รัฐบาลทำต่อไป ต้องทำให้ซอฟต์โลนฟังก์ชั่นมากขึ้น” นายปรีชากล่าว

ขยายวงเงิน PGS 8 Plus

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.ได้หยิบยกประเด็นเรื่อง “ซอฟต์โลน” เข้าไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งทางสมาคมธนาคารแจ้งว่า ไม่ได้ติดปัญหาธนาคารจะมีรายได้ลดลงจากการปล่อยสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำเพียง 2% แต่ทางธนาคารติดในประเด็นเรื่องของ “หลักประกัน” เท่านั้น กล่าวคือปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้หลักประกันไว้แค่เพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าว ธปท.จะเป็นผู้รับความเสี่ยงไว้ให้

แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน คาดว่าการชำระเงินกู้นั้นยากที่จะได้คืนตามกำหนด 2 ปี ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นพ้องกันว่า ควรให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันต่อไปอีก 3 หรือ 5 ปี เป็น 5-7 ปี ซึ่งจะทำให้เอกชนสามารถฟื้นตัวสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งประเด็นนี้ทางสถาบันการเงิน “ก็เห็นด้วย” ส่วน บสย.ก็เคยมี โครงการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี (PGS 8) วงเงิน 200,000 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่วงเงิน บสย.กำลังจะหมดและได้เสนอขอขยายวงเงินใน PGS 8 Plus เพิ่มอีก 50,000-100,000 ล้านบาท

“ปัญหาตอนนี้ก็คือ วงเงินค้ำประกัน บสย.จะหมดลง จึงต้องมีงบประมาณก้อนหนึ่งมาช่วย บสย. ให้มีโครงการ PGS วงเงินค้ำประกัน 200,000 ล้านบาทต่อไปอีก อย่างน้อยไปเอาจากโครงการ PGS 8 Plus มาอีกสัก 50,000 หรือ 100,000 ล้านบาท เพิ่มมาอีกก็ยังดี เพราะถ้ามีวงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท จะสามารถค้ำประกันได้อีกหลายราย เพราะการค้ำประกันไม่ได้ค้ำทั้งวงเงิน เป็นการค้ำประกันเป็นสัดส่วนตามสูตรของ บสย. ส่วนงบประมาณที่จะใช้ขยายวงเงินค้ำประกันนั้นก็ไม่ได้ใช้ทันที เป็นเพียงเงินค้ำประกันที่ออกมาเป็นลอต ถ้ารัฐบาลตกลงกับ PGS 8 ออกมาได้ในปีงบประมาณ 2567 ช่วยให้ซอฟต์โลนฟังก์ชั่นได้ อันนี้สำคัญมาก เรากำลังจะผลักดันต่อ เบื้องต้นท่านนายกฯรับปาก แต่เมื่อกระทรวงการคลังเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีใหม่ ก็ต้องดูว่าจะทำต่ออย่างไร หากเป็นชื่อ นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ผมก็ว่าดี เพราะอยู่ใน กกร.อยู่แล้ว รู้ปัญหาดีทั้ง 2 ฝั่ง คือ ฝั่งแบงก์และผู้ประกอบการ” นายปรีชากล่าว

ปัญหาหนี้เสียตามมาติด ๆ

ถ้าถามผมว่า ตอนนี้มาตรการซอฟต์โลนสำคัญขนาดไหน คือ ตอนนี้ปัญหาของ SMEs ผู้ประกอบการ ถ้าสภาพคล่องไม่ดีก็คือ “เกิดหนี้เสีย” แบงก์ก็ต้องตั้งสำรองกระทบกันทั้งระบบ แต่ถ้ามีเงินซอฟต์โลนเข้ามาจุนเจือแล้วเกิดหนี้เสียลดลง ก็จะสัมพันธ์กับข้อเรียกร้อง

ข้อที่ 2 ที่ขอให้ภาครัฐช่วยเลื่อนการชำระเงินกู้ทั้งต้นและดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติอีก 6 เดือน ซึ่งถ้าถึงกำหนดแล้ว แบงก์ชาติไม่ขยายเวลาพักชำระหนี้ให้ บวกกับไม่ปล่อยซอฟต์โลน SMEs จะมีปัญหาทันที คาดว่ายอดหนี้เสีย (NPL) ก็จะเพิ่มขึ้นลามไปยังธนาคารก็มีปัญหาเพราะต้องตั้งสำรองมากขึ้น ส.อ.ท.จึงต้องย้ำถึงเหตุที่ต้องขอเลื่อน เพราะว่า “ถึงเปิดกิจการได้แล้ว แต่มันไม่ได้เปิดแบบเดิม” เปิดได้เฉพาะภายในประเทศ แต่รายได้ของไทย 70 ถึง 80% มาจาก 2 เรื่อง คือ การส่งออกกับการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างประเทศเหลือ 0 เหลือแต่ท่องเที่ยวภายใน และก็จะเที่ยวเพียงแค่วันศุกร์และเสาร์ (วีกแอนด์) ส่วนวีกเดย์โรงแรมก็ขาดทุน และไม่รู้ว่าจะกลับมาเต็มที่ได้เมื่อไร และยิ่งมีกรณีเคสการติดเชื้อโควิด-19 ที่ระยองขึ้นมาก็ยิ่งซ้ำการท่องเที่ยวเข้าไปอีก

ส่วนมาตรการทางภาษี หัก ณ ที่จ่าย ที่เสนอกรมสรรพากร ขอให้ขยายไปถึงสิ้นปี 2563 หรือปี 2564 ก็เพราะเงินจำนวนนี้เป็นเงินจากกำไรของผู้ประกอบการที่หักไปล่วงหน้า ซึ่งการขยายเวลานี้ รัฐไม่ได้เสียประโยชน์แต่อย่างใด เพราะในปีนี้เอกชนไม่มีกำไรอยู่แล้วจากโควิด “ผู้ประกอบการก็ขาดทุน” การหักภาษีนี้เท่ากับว่า “ผมเสียภาษีไปล่วงหน้าแล้ว” เพื่อจะได้ต่อเนื่องกับการใช้แพลตฟอร์มใหม่ของกรมสรรพากร ที่คาดว่าจะออกมาช่วงปลายปี โดยแพลตฟอร์มนั้นจะลดภาษี หัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 2% แต่การขยายเวลาก็เพื่อให้เวลากรมได้พัฒนาแพลตฟอร์มก่อน

เอกชนยังยืนขาสั่น

อย่างไรก็ตาม หากมาตรการที่ ส.อ.ท.เสนอไปแล้ว “ไม่ได้รับการพิจารณา” แน่นอนว่า NPL ก็จะขยับขึ้น ที่ตอนนี้ยังไม่ขึ้นแยะก็เพราะได้รับการพักการชำระหนี้ ตามข้อกำหนดของแบงก์ชาติ ธุรกิจแบงก์ก็ยังไม่ได้เสียหาย มีหน้าที่ปล่อยกู้ คนกู้ก็กู้ไป คนชำระก็ชำระคืน แบงก์ไม่ต้องไปหาลูกค้าใหม่เพิ่ม เพราะมาตรการพักชำระหนี้ของแบงก์ชาติกำหนดไว้ว่า “ไม่ต้องจัดชั้นแบงก์พาณิชย์ก็ยิ้ม” ยกตัวอย่าง 1 เดือนลูกหนี้พักชำระหนี้ 6.5 ล้านล้านบาท ทั้งระบบถ้าคืน 10% เท่ากับว่าเขาจะไปหาลูกค้าใหม่ 10% แต่นี่ลูกค้าเองก็มีหลักประกัน แบงก์ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยการหาสินเชื่อเพิ่มเขาก็อยู่เท่าเดิม เช่นว่า เขากำไรเดือน 1,000 ล้านบาท เขาก็จะอยู่แบบนี้ไปได้ ดังนั้นถ้าแบงก์มีหนี้ NPL เพิ่มขึ้น มันก็จะกระทบต่อสภาพคล่องของแบงก์เอง เพราะการตั้งสำรองจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

“ทุกคนทราบถึงปัญหา แต่เหตุที่เรื่องนี้ที่ยังไม่คลิก ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่าอยู่ระหว่างการเลือกผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ก็ได้ ส.อ.ท.ก็ต้องส่งเสียงไป เพื่อให้เขาอนุมัติ เพราะเขาก็รู้ มันเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เช่นเดียวกันกับที่ท่านนายกฯเรียกเอกชนพูดคุยก่อนหน้านี้ ก็มีการพูดประเด็นนี้และอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่นี่คือ 2 เรื่องที่ ส.อ.ท.อยากจะผลักดัน ต้องให้ผ่าน ไม่อย่างนั้นเดือนกันยายน-ตุลาคม SMEs จะเดือดร้อนมาก แน่นอนว่าจะมีการปิดกิจการ หนี้เสียพุ่ง ส่วนจะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ GDP ปี 2563 หรือไม่นั้น ผมไม่สามารถประเมินได้ ทางสภาพัฒน์น่าจะมีการประเมินไว้แล้ว เพราะมาตรการเยียวยาที่เข้าไปช่วยภาคเอกชนได้เพียงแค่ 12% เท่านั้น ตอนนี้ทุกคนยืนขาสั่น และอย่างกรณีซอฟต์โลนก็ได้แค่ 10% ยังเหลืออยู่อีกตั้ง 88%” นายปรีชากล่าว