Skip to content

กมธ.วิสามัญชี้ผลศึกษา CPTPP ไม่ครอบคลุม “โควิด”

24 ก.ค. 2563 | 14:03น.
กมธ.วิสามัญชี้ผลศึกษา CPTPP ไม่ครอบคลุม “โควิด”

3 คณะอนุกรรมาธิการศึกษา CPTPP ส่งผลการศึกษาเบื้องต้น กมธ.วิสามัญ เตรียมรายงาน ครม.หลังขอยืดเวลาสรุปผลอีก 60 วัน ส่งไม้ต่อหน่วยที่เกี่ยวข้องการศึกษา-วิเคราะห์เพิ่มอีกหลายประเด็น มองภาพรวมหลังโควิด-19 สถานการณ์ค้าโลกเปลี่ยน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะอนุกรรมาธิการ 3 คณะคือ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืช คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยประธานคณะกรรมาธิการ (นายวีระกร คำประกอบ) จะเสนอรายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ขอขยายระยะเวลาศึกษาออกไป 60 วันไปแล้ว แต่ก็จะรายงานผลเบื้องต้นต่อ ครม.ก่อน จะศึกษาต่อไปจนครบกำหนดในเดือนกันยายน”

ทั้งนี้ ทุกกลุ่มได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 6-7 ครั้งได้ศึกษาเบื้องต้นถึงผลด้านดีและด้านลบจากการเข้าร่วม CPTPP ทั้ง 3 ด้านคือด้านเกษตรและพันธุ์พืช พบว่า หากเข้าร่วม CPTPP ไทยต้องเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ให้ความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งผลด้านบวกจะทำให้มีการคิดค้น วิจัย พัฒนาพันธุ์พืชใหม่มากขึ้น ช่วยให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านพัฒนาเมล็ดพันธุ์มากขึ้น เกษตรกรไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงพันธุ์พืชใหม่จากสมาชิก CPTPP มีการแข่งด้านราคาเมล็ดพันธุ์ผ่านกลไกตลาด

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบ คือ ไทยต้องแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ซึ่งอาจจะตัดเรื่องการแสดงที่มาของพันธุ์พืชใหม่หรือสารพันธุกรรมที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ และมีผลต่อ

นักปรับปรุงพันธุ์พืชนำพันธุ์พืชดั้งเดิมของประเทศไทยมาวิจัย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลพันธุ์พืชดั้งเดิมที่สมบูรณ์สำหรับการตรวจสอบ และมีผลต่อกลไกในการกำกับให้มีการขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ และไทยควรต้องทราบความชัดเจนเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกรสำหรับใช้ทำการพัฒนาพันธุ์ สุดท้ายยังมีความกังวลว่าผลตอบแทนที่ได้อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประโยชน์ทางธุรกิจที่ผู้พัฒนาไปต่อยอดจะได้รับ และผลกระทบต่ออนุพันธ์ของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว (EDV) ข้าว ปศุสัตว์ ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร (SPS) และด้านการเปิดตลาดสินค้าเกษตร

ขณะที่ด้านการค้าและการลงทุนเบื้องต้นเห็นว่าผลการศึกษาของบริษัทโบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของประโยชน์และผลกระทบ หากไทยเข้าร่วมและไม่เข้าร่วม CPTPP สมมุติฐานการเปิดเสรีการค้าทันที 100% ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่คำนึงถึงระยะทางและต้นทุนค่าขนส่งระหว่างกัน รวมถึงผลจากการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงประเด็นด้านสังคมและความมั่นคง อีกทั้งผลการศึกษาฉบับดังกล่าวเสร็จสิ้นในปี 2562 จึงไม่ครอบคลุมถึงสถานการณ์โควิด-19 และ post COVID-19 อีกส่วนหนึ่งมองว่าการเข้าร่วม CPTPP อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะช่วยดึงให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยเพิ่มสูงขึ้นแต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบภายใน คุณภาพบุคลากร เสถียรภาพทางการเมือง และต้นทุน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่มีการศึกษาประเมินผลกระทบที่ชัดเจนเรื่องการเปิดตลาดภาคบริการสาขาต่าง ๆ เช่น ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ก่อสร้าง และการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งต้องขอให้ภาคเอกชนช่วยประเมินและศึกษาวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า และรัฐต้องมีความชัดเจนในนโยบายว่าจะเข้าไปช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างไร ควรเปิดบริการสาขาใดที่พร้อมเปิดตลาด เป็นต้น

สุดท้ายด้านสาธารณสุขมีการศึกษาเบื้องต้น 15 หัวข้อประกอบด้วย การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) ซึ่งกังวลว่าไทยอาจจะไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้หากถูกตีความว่าเป็นการเวนคืนทรัพย์โดยทางอ้อม ซึ่งสุ่มเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกฟ้องร้องโดยเอกชนได้ การเชื่อมโยงสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนตำรับยา (patent linkage) การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เกี่ยวกับสาธารณสุข การรับฝากจุลชีพ การกำหนดมาตรฐานในเรื่องอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ยาสูบ สมุนไพร สุรา เครื่องหมายการค้ากลิ่น การบริการสาธารณสุข กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (ISDS) และความกังวลเรื่องข้อบทที่ถูกระงับไว้ (suspended) อาทิ ข้อบทเกี่ยวกับเรื่อง data exclusivity อาจจะถูกนำกลับมาบังคับใช้ใหม่ได้ในอนาคต และการก้าวสู่การเป็น medical hub ของไทย ซึ่งประเด็นนี้ยังเป็นเพียงการรวบรวมและสรุปประเด็นจากการประชุมเพียง 7 ครั้งเท่านั้น ยังไม่ได้พิจารณาในระดับมหภาคถึงภาพรวมและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยาและระบบสาธารณสุข

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CPTPP