สตาร์ตอัพ “แทรเวลเทค” ความหวังปลุกเที่ยวไทยหลังโควิด
ในความเป็นจริงแล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเริ่มถูกดิสรัปชั่นจากโลกของ “เทคโนโลยี” และ “นวัตกรรม” มาอย่างต่อเนื่องในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจการท่องเที่ยวจากโลกใบเดิมสู่โลกใบใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ไวรัสโควิด-19จะเข้ามากระหน่ำซ้ำอีกระลอกใหญ่ส่งผลให้วิกฤตที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ในขณะนี้ แม้แต่”แทรเวลเทค” ที่เติบโตปีละหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังต้องปรับตัวเพื่อก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้เช่นกัน
“สตาร์ตอัพกอล์ฟ” กัดฟันสู้
“ธีระ ศิริเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัทกอล์ฟดิกก์ จำกัด เล่าว่า กอล์ฟดิกก์เริ่มได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ จากการยกเลิก “แอลพีจีเอไทยแลนด์” รายการแข่งขันกอล์ฟระดับมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งในประเทศไทย กระทั่งมีนาคม-เมษายน สนามกอล์ฟทั่วประเทศไทยต้องปิดให้บริการชั่วคราวตามคำสั่งของรัฐบาล
ในช่วงเวลาดังกล่าว “กอล์ฟดิกก์” ไม่สามารถหารายได้จากการเปิดให้จองสนามกอล์ฟ และทราบว่าสนามกอล์ฟทั้งหมดก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จึงทุ่มเทพลังของทีมงานมองหาแนวทางในการอยู่รอดของทั้งกอล์ฟดิกก์ และสนามกอล์ฟที่เป็นพาร์ตเนอร์ โดยสรุปสิ่งจำเป็นสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.การดึงดูดกระแสเงินสดให้กับสนามกอล์ฟ 2.การช่วยสนามกอล์ฟลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน และ 3.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการสนามในอนาคต

ซึ่งในข้อแรก “กอล์ฟดิกก์” ได้เปิดฟีเจอร์ “คูปอง” ให้สนามกอล์ฟขายคูปองสำหรับจองสนามกอล์ฟล่วงหน้าให้กับนักกอล์ฟชาวไทยและชาวต่างชาติ หวังให้สนามมีกระแสเงินสดหมุนเวียนพอสำหรับการประคองตัวเองให้อยู่รอดในช่วงวิกฤตจนสุดท้ายนำไปสู่ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัด “ไทยแลนด์ กอล์ฟ เฟสติวัล ออนไลน์ 2020” ครั้งแรก
เพื่อจำหน่ายคูปองและโวเชอร์ล่วงหน้าให้กับ นักกอล์ฟที่สนใจ จากนั้นจึงได้เร่งพัฒนาระบบการบริหารจัดการสนามกอล์ฟผ่านออนไลน์เต็มระบบ ภายใต้ชื่อ “Golf Master by Golfdigg” เพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการสนามกอล์ฟลง ที่มีผู้สนใจเข้าใช้งานแล้ว 4 สนาม
นอกจากนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกอล์ฟดิกก์จึงได้เร่งพัฒนาระบบไร้เงินสดผ่านการใช้กระเป๋าตังผ่านในแอป เพื่อให้ลูกค้าของสนามกอล์ฟสามารถจ่ายเงินผ่านระบบได้เลย โดยไม่ต้องสัมผัสเงินสดและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในอนาคต
เร่งตลาดในประเทศ
“ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะดิสรัปต์ทุกวงการ รวมถึงวงการกีฬากอล์ฟทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ส่งผลให้อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของกอล์ฟดิกก์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ลดน้อยลง แต่ด้วยความพยายามในการศึกษาสถานการณ์ของพาร์ตเนอร์และการออกฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในเดือนสิงหาคมนี้ กอล์ฟดิกก์จึงสามารถดันอัตราการเติบโตกลับมาอยู่ที่ 20% ได้สำเร็จ”
นอกจากนั้น ด้วยสัดส่วนตลาดในประเทศไทยของกอล์ฟดิกก์ ที่เดิมมีอยู่น้อยมากราว 2-3% เมื่อเทียบกับขนาดตลาดกอล์ฟไทยที่ค่อนข้างใหญ่ ช่องว่างในการเติบโตยังมีอีกมาก และยังมีโอกาสจากหลายสนามที่ไว้วางใจ และให้สลอตเวลาที่ดีกับกอล์ฟดิกก์
โดยหลังจากนี้ “กอล์ฟดิกก์” จะเดินหน้าเข้าสู่ตลาดในประเทศอย่างเต็มที่และเชื่อว่าอาศัยตลาดในประเทศเพื่อประคองตัวและรักษาการเติบโตได้ต่อไป
ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าจากการดิสรัปชั่นของโควิด-19 จะทำให้นักกอล์ฟทั้งไทยและต่างประเทศคุ้นเคยกับการทำกิจกรรมบนโลกออนไลน์มากขึ้น และสร้างโอกาสให้นักกอล์ฟหลากหลายวัยเปิดใจเข้ามาจองผ่านแอปในชีวิตประจำวันโดยคาดว่าใน 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะเริ่มเห็นคนไทยเข้ามาจองผ่านระบบมากขึ้นอีก และกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่จะอยู่ยาวต่อไปในอนาคต
มั่นใจมี “ช่องว่าง-โอกาส”
ด้าน “รังสรรค์ พรมประสิทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิวคิว (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ข้อมูลว่า ในช่วงโควิด-19 บริษัทได้รับผลกระทบจากการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของร้านอาหารต่าง ๆ ที่ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติ โดยเฉพาะร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าที่บางร้านจำเป็นจะต้องปิดกิจการชั่วคราว และบางร้านจำเป็นจะต้องหันมาจำหน่ายในช่องทางดีลิเวอรี่

แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายโอกาสเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างเช่น การนำคิวคิวเข้าไปให้บริการในสถานพยาบาล สถานทูต ด่านตรวจคนเข้าเมือง และที่ฮือฮาที่สุดอย่างอุทยานแห่งชาติที่ต้องการใช้บริการคิวคิว เพื่อลดความหนาแน่นในบริเวณพื้นที่รอเข้าอุทยาน
“ในช่วงโควิด-19 ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบในเชิงบวกและลบการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง” รังสรรค์ย้ำ “เทคโนโลยี” ไม่ใช่สูตรสำเร็จ
เช่นเดียวกันกับ “เพียงพลอยจิตรปิยธรรม” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Once AgainHostel โฮสเทลกลางเมืองเก่าที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโมเดลท่องเที่ยวเกื้อกูลชุมชน ที่หลังเผชิญกับโควิด-19 ก็ตัดสินใจจับมือกับเครือข่ายเดินหน้าก่อตั้ง “โลคอล ไทยแลนด์ (Locall Thailand)” แพลตฟอร์มดีลิเวอรี่โดยคนในชุมชนหวังช่วยสร้างรายได้หลังโควิดถล่มวิถีชีวิตชาวชุมชนจนไม่อาจมีรายได้ตามปกติ
“เพียงพลอย” ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายเดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะมาโดยตลอด โดย Once Again Hostel เองก็เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่าจะทำยังไงให้การท่องเที่ยวเติบโต แล้วคนในชุมชนรอบข้างได้ประโยชน์ และเครือข่ายได้ลงมือทำให้เห็นมาโดยตลอดทั้งการจ้างงานในชุมชน การกระจายรายได้และการเลือกใช้สินค้าและบริการภายในชุมชนด้วยเครือข่ายและกระบวนการทำงานที่มีอยู่ จึงไม่ยากที่จะก่อตั้ง “โลคอลไทยแลนด์” ขึ้นมาในเวลาอันจำกัด

โดยหลังจากการเปิดให้บริการโลคอลไทยแลนด์ พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้อาจไม่ใช่ด้วยเทคโนโลยี แต่ด้วยเนื้อหาของแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการเข้าถึงอาหารรสชาติออริจินอลจากชุมชนอย่างแท้จริง
พร้อมย้ำว่า การทำสตาร์ตอัพอาจไม่ได้จำเป็นจะต้องเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีเสมอไป แต่อาจจะเริ่มต้นด้วยไอเดียที่ตอบโจทย์และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เร่งดันสตาร์ตอัพเป็นความหวัง
“ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน) ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมในไทยกว่า 6.69 ล้านคน ลดลงกว่า 66.15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมอยู่ที่ 332,013 ล้านบาท ลดลง 65.15% และรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยสะสมอยู่ที่202,389 ล้านบาท ลดลง 65.25%

โดยเชื่อว่าถ้าจากวันนี้จนถึงสิ้นปี ประเทศไทยยังไม่เปิดพรมแดนอย่างเสรี แม้จะมีการเปิดประเทศบางส่วนแบบ selective แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยากที่จะถึง 7 ล้านคน การเร่งพัฒนาและยกระดับสตาร์ตอัพด้านการท่องเที่ยวจึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก ในยุคที่การพึ่งพิงเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว ที่กลายเป็นความปกติใหม่ (new normal)ของยุคนี้