Skip to content

โควิดพ่นพิษ คนตกงานพุ่ง “บ้านปู” อาสาแก้ปัญหาปากท้อง

31 ส.ค. 2563 | 15:26น.
โควิดพ่นพิษ คนตกงานพุ่ง “บ้านปู” อาสาแก้ปัญหาปากท้อง

แม้ปัจจุบัน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทพลังงานชั้นนำจะมีโครงการลงทุนในต่างประเทศมากกว่าการลงทุนในไทยก็ตาม แต่ในแง่ของการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก บ้านปูและบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัดร่วมกันจัดตั้งกองทุนร่วมใจต้านภัยโควิด-19 ขึ้นมา

“ชนินทร์ ว่องกุศลกิจ” ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ระบุว่ากองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาแบบเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือด้านสาธารณสุข พร้อมกับดูแลบุคลากรทางการแพทย์ ที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาผู้ป่วยและเป็นแนวต้านไม่ให้โควิด-19 ระบาด ทุนประเดิมเริ่มต้นจากบ้านปู และมิตรผลใส่เงินเข้ามาฝ่ายละ 250 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 500 ล้านบาท

ชนินทร์ ว่องกุศลกิจ
ชนินทร์ ว่องกุศลกิจ

“สำหรับการตัดสินใจที่จะเข้ามาเป็นแรงสำคัญในการต้านโควิด-19 เพราะเราเห็นถึงความตั้งใจ และความเสียสละของทีมแพทย์และพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติที่ทำหน้าที่โรงพยาบาลสนามคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 แต่ยังขาดความพร้อมด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น การสร้างห้องที่มีแรงดันอากาศ (negative pressure) สำหรับผู้ป่วยหนักราคาอยู่ที่ 1 ล้านบาท/ห้อง ตามแผนของรพ.ต้องการงบประมาณเบื้องต้นอีกกว่า 10 ล้านบาท โดย รพ.มีงบประมาณอยู่เพียง 11 ล้านบาท ในขณะที่หากทำให้ครบตามแผนจะต้องใช้งบประมาณอยู่ที่ 30 ล้านบาท บ้านปูจึงตัดสินใจบริจาคเงินในส่วนที่ขาดเหลือให้ทั้งหมด”

“บ้านปูส่งทีมสำรวจในโรงพยาบาลสำคัญ ๆ เช่น ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และอื่น ๆ เพื่อมาวางแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ และการตั้งกองทุนร่วมใจต้านภัยโควิด-19 ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว อนุมัติงบฯได้ทันตามความต้องการของแต่ละโรงพยาบาล”

นอกจากการบริจาคเงิน การจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรักษาผู้ป่วยแล้วบ้านปูยังช่วยเหลือผ่านทางสมาคมการแพทย์ในการทำ “ประกันชีวิต” ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศราว 230,000 คน ที่ต้องใช้งบฯราว 50 ล้านบาท “ชนินทร์” กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าตอนนี้บ้านปูช่วยเหลือในส่วนนี้ไปราว 5 ล้านบาท

เนื่องจากโครงการนี้มีภาคเอกชนหลายรายที่เข้ามาช่วยเหลือและยังได้ขยายความช่วยเหลือไปยังอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ทั่วประเทศประมาณ 1 ล้านคน คาดว่าต้องใช้เงินงบฯอยู่ที่60 ล้านบาท โดยได้ความร่วมมือกับบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในส่วนของรายละเอียดของกรมธรรม์ระบุว่าหากผู้ถือกรมธรรม์ไม่มีการเคลม สามารถขอรับ “คืนเบี้ย” ทั้งหมดได้อีกด้วย

“บ้านปูจึงส่งทีมลงสำรวจพื้นที่ไปถึงระดับอำเภอ ที่ต้องการรับความช่วยเหลือด้านอาหาร โดยเฉพาะในบางพื้นที่ของภาคใต้ อย่างเช่น จังหวัดสงขลาและจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น รวมทั่วประเทศประมาณ 19 แห่ง

นอกจากนี้ในพื้นที่ตามด่านต่าง ๆ ที่จะเป็นช่องทางให้เพื่อนบ้านเดินทางเข้ามา ที่มีชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาตามด่านต่าง ๆ ในกรณีนี้บ้านปูมองว่าต้องสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อคัดกรอง และป้องกันคนในพื้นที่เสี่ยงด้วยการแจกหน้ากากผ้า”

“โดยมีความร่วมมือกับแบรนด์ซาบีน่าที่ผลิตหน้ากากรวม 1.5 ล้านชิ้น แจกจ่ายผ่านไปรษณีย์ไทยไปยังพื้นที่เป้าหมายต่าง ๆ และเมื่อเร็ว ๆ นี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้มีการผลิตหน้ากากเพิ่มให้กับทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ ประมาณ 50,000 ชิ้น และแจกหน้ากากให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่บริเวณด่านสะเดา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทางส่งต่อผู้ป่วยหนักไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

“หลังจากสถานการณ์ระบาดเริ่มคลี่คลาย ปัญหาปากท้อง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจชะงักงัน หลายฝ่ายยังช็อกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีการปิดกิจการมากมาย ส่งผลให้ยอดคนตกงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ มีการคาดการณ์ว่าหลังจากโควิด-19 จะมีคนตกงานอยู่ที่ 3-8 ล้านคน คนตกงานส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ฉะนั้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือถุงยังชีพ โดยร่วมมือกับสภากาชาดไทยที่มีศูนย์กระจายทั่วประเทศ 12 แห่ง และในส่วนถุงยังชีพเราดำเนินการแจกจ่ายไปแล้ว 1 หมื่นชุด เช่น จังหวัดสมุทรปราการ, ปทุมธานี และชลบุรีซึ่งขณะนี้บ้านปูอยู่ในระหว่างพิจารณาว่าอาจจะขยายงบประมาณและถุงยังชีพอีกเพิ่มเติม”

ทั้งนี้ “ชนินทร์” เล่าต่อถึงโครงการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมต่อจากนี้ว่าเราเรียงตามลำดับความสำคัญ โดยเริ่มที่การแก้ปัญหาปากท้องจากภาวะตกงาน ตามมาด้วยโครงการสร้างฝาย และสร้างถนน แต่การดำเนินการจะไม่ใช้วิธีเดิม ๆ คือการใส่งบประมาณลงไปเท่านั้น แต่บ้านปูได้พ่วงการหางานให้กับประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ด้วยและต้องเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี

“มาถึงวันนี้ระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หมอ อสม.รักษาประเทศไทยไว้อย่างดีมาก เราใช้ไปประมาณ 100 ล้านบาท ในความคิดของผม เราต้องการให้กิจกรรมของบ้านปูทำหน้าที่จุดประกายเพื่อให้คนอื่นวิ่งตาม ต้องการให้ขยายความช่วยเหลือมากกว่าที่เห็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคนตกงาน แล้วกลับบ้านต่างจังหวัด ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด เพราะยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ยังจ้างงานอยู่ แต่จากเดือนนี้ไปน่าเป็นห่วง เพราะประกันสังคมไม่จ่ายชดเชยแล้ว สายการบินหลายแห่งปิดกิจการ อาจมีสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเกิดขึ้นตามมาอีก”

ขณะที่ “สมฤดี ชัยมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ขยายภาพอนาคตของการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมว่าปัจจุบันบ้านปูมีกว่า 9 โครงการที่ยังดำเนินการต่อเนื่อง แต่นับจากปี 2563 เป็นต้นไปจะขยายการดำเนินการเพิ่มเติมคือ 1) การส่งเสริมการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

สมฤดี ชัยมงคล
สมฤดี ชัยมงคล

2) โครงการรูปแบบวิสาหกิจชุมชน(social enterprise) 3) โครงการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ และ 4) การส่งเสริมด้านกีฬา ด้วยการส่งเยาวชนไปฝึกฝนในต่างประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติต่อไปในอนาคต

“ทางบ้านปูเปิดโอกาสให้พนักงาน ได้เสนอแนวคิด และโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมมายังฝ่ายบริหารได้ด้วย บางปีพนักงานเสนอแนวคิดมากว่า 30 แนวคิด”

“นอกจากบ้านปูจะได้แนวคิดเพื่อนำไปต่อยอดด้านการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความสามัคคีในกลุ่มพนักงานด้วย ซึ่งเป็นไปตามวัฒนธรรมองค์กรที่กำหนดไว้คือ Banpu Heart ที่การดำเนินการเพื่อดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมนั้นต้องนำโครงการ CSR เข้ามาผสมผสานกับการดูแลพัฒนาทรัพยากรบุคคล หรือ HR ได้อีกด้วย”

“ยกตัวอย่างการลงไปยังพื้นที่3 จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากต้องการความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางการศึกษา หรือในบางพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่ทำธุรกิจของบ้านปูมาก่อนอย่างจังหวัดลำพูน, พะเยา บ้านปูก็ดูแลด้วยการส่งครูเข้าไปสอนในพื้นที่อีกทั้งในแต่ละปีบ้านปูจะจัดงบฯเพื่อดูแลสังคมมากกว่า 10 ล้านบาท/ปี แม้ว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม แต่บ้านปูก็ไม่ลดงบฯที่ใช้ในการดูแลสังคม เนื่องจากหลายโครงการทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างกระแสเงินสดให้กับชุมชนท้องถิ่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมให้หมดไป”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนตกงาน โควิด-19