แม้การส่งออกและการท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ นักลงทุนตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐยังช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
1 ต.ค. 2560 พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 วงเงินรายจ่ายทั้งสิ้น 2.9 ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้เป็นทางการ เท่ากับเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลยังเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่าย และคาดหวังว่าการจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของหน่วยงานภาครัฐกับรัฐวิสาหกิจจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนหนุนให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตขยายตัวได้ตามเป้า
ขันนอตหน่วยงานรัฐเร่งเบิกจ่าย
นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า หลัง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายในระดับเดียวกับปีงบประมาณ 2560 คือ เบิกจ่ายภาพรวมให้ได้ที่ 96% และเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนที่ 87% กรมบัญชีกลางจึงเตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรก (ต.ค.-ธ.ค. 2560) ของงบฯปี”61
ส่วนการเร่งรัดเบิกจ่ายในส่วนงบฯลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 2 ล้านบาทนั้น ปัจจุบันยังสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องไปเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการผ่อนปรนที่ทำมาก่อนหน้านี้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่
ตั้งเป้าหมายเบิกจ่าย 96%
เพื่อให้การเบิกจ่ายงบฯเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ปีงบประมาณที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้มาตรการเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาพัสดุของส่วนราชการ แนวทางหนึ่งคือหากหน่วยงานมีการจัดซื้อจัดจ้างมีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท กำหนดว่าไม่ต้องใช้วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Market) และวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ได้
“เป้าหมายเบิกจ่ายปีงบฯใหม่คงตั้งเท่าเดิม ภาพรวมเบิกจ่ายให้ได้ 96% และรายจ่ายลงทุน 87% โดยจะออกมาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ”

ปี”60 เบิกจ่ายต่ำเป้า 9%
สำหรับผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 ตั้งแต่ต้นปีนี้ จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2560 ปรากฏว่าสามารถเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมได้ที่ 2,586,551 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2,733,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 94.64% ซึ่งแม้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 96% แต่ก็เบิกจ่ายได้สูงกว่าปีก่อนหน้า 0.35% (ปีงบประมาณ 2559 เบิกจ่ายได้ 94.29%)
โดยยอดดังกล่าวเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 2,225,060 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2,184,128 ล้านบาท หรือคิดเป็น 101.87% สูงกว่าปีก่อนหน้า 0.69% (ปีงบประมาณ 2559 เบิกจ่ายได้ 101.18%) ส่วนรายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้จำนวน 361,491 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 548,872 ล้านบาท หรือคิดเป็น 65.86% ต่ำกว่าปีก่อนหน้า 0.91%
บี้รัฐวิสาหกิจสปีดลงทุน
“จากข้อมูลสรุปอัตราการเบิกจ่ายเงินตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555-2560 กรมบัญชีกลางมีแนวโน้มการเบิกจ่ายเงินใกล้เคียงกับเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการกำกับ ติดตามผล และการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้ส่วนราชการสามารถเบิกจ่ายเงินได้อย่างคล่องตัวขึ้น” อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าว
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ในปีงบฯ 2561 สคร.ตั้งเป้าผลักดันรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบฯลงทุนมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาที่การเบิกจ่ายงบฯลงทุนโตถึง 20%
“สมคิด” กระทุ้งซีอีโอ รสก.
นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. กล่าวว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2560 (ต.ค.-ธ.ค. 2560) รัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายตามปีปฏิทิน ยังเหลือวงเงินตามแผนเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมายราว 66,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายตามปีงบประมาณ เพิ่งจบปีงบฯ 2560 ถือว่าทำได้ตามเป้าหมาย เพราะเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว การเบิกจ่ายงบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจเพิ่มตลอด มีเพียงบางหน่วยงานที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย อาทิ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
“ตอนนี้ตัวเลขเดือน ก.ย.ยังไม่ออกมา แต่ภาพรวมเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 83% จนถึงสิ้นเดือน ส.ค.ก็น่าจะทำได้ถึง 90%”
สำหรับปี 2561 ที่มีงบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจ 506,000 ล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดเป้าหมายเบิกจ่ายให้ได้ 95% สคร.จะใช้เครื่องมือในการประสานทั้งผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ “ซีอีโอฟอรัม” และไลน์ผู้แทนกระทรวงการคลัง ขณะที่เบื้องต้นคาดว่าประมาณเดือน พ.ย. 2560 นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมีการเรียกประชุมผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หรือซีอีโอทั้งหมด มากำชับให้เร่งรัดเบิกจ่ายอีกครั้ง
ลุ้นลงทุนรัฐปี”61 แตะ 1 ล้านล้าน
ด้าน นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.7% จากเดิม 3.4% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ ภาคการส่งออกที่เติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ประเมินภาคการส่งออกปีนี้เติบโตขึ้นเป็น 7% จากเป้าเดิมที่ 3.8% ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาส่งออกเติบโต 8.9%
อีกเครื่องจักรที่สำคัญคือ การลงทุนภาครัฐ ที่จะเร่งเครื่องช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 3 ประเมินเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐที่จะลงสู่ระบบในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 ที่ 2.5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงไตรมาสที่ 3 ที่มีการเบิกจ่ายงบฯลงทุน 2.6 แสนล้านบาท กระจายสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐาน งบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจ และการเร่งเบิกจ่ายงบฯของท้องถิ่น
หากเป็นไปตามเป้าหมาย จะเห็นการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐเติบโต 8.5% ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ จากไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 9% ทำให้ครึ่งปีหลังการลงทุนรัฐเติบโต 8.8%
“ภาพการลงทุนรัฐปีนี้ เร่งเครื่องได้ครึ่งปีหลังนี้ โตเฉลี่ยไตรมาสละ 9% ครึ่งปีแรกลงทุนล่าช้า ทั้งปีจึงโตแค่ 5% จากเป้าเติบโต 8.5% ดูงบฯลงทุนภาครัฐทั้งปีจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงที่ 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนรัฐวิสาหกิจ 3.4 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นงบฯท้องถิ่นและงบฯกลางปี”
กระตุ้นเอกชนลงทุนตาม
อย่างไรก็ตาม การเร่งเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้เอกชนเร่งเครื่องการลงทุนใหม่ ๆ ประเมินการลงทุนเอกชนปีนี้อยู่ที่ 1.5% จากเป้าหมายเดิม 0.5% ส่วนการเบิกจ่ายงบฯลงทุนภาครัฐปี 2561 น่าจะทำได้ 70-80% จากปีงบฯ 2560 เบิกจ่ายได้ 65% หรือเห็นเม็ดเงินลงทุนภาครัฐปี 2561 แตะ 1 ล้านล้านบาทได้
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า มองเศรษฐกิจปีนี้เติบโต 3.7% โดยกลไกสำคัญมาจากการส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุนรัฐ คาดว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้การลงทุนรัฐจะขยายตัวได้กว่า 10%
“มองช่วงที่เหลือของปีนี้ การลงทุนภาครัฐต้องขยายตัวได้กว่า 10% แต่ด้วยสัดส่วนการลงทุนภาครัฐที่มีสัดส่วนแค่ 6% ของจีดีพี จึงไม่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจมาก แต่จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดได้ เพราะเอกชนจะเชื่อมั่น เอกชนก็จะหันมาเร่งลงทุนมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 ปีนี้”