เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คมนาคม เบรก ”แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC“ ยังไม่เสนอครม. รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำจาก“เอกนิติ”
Politics คมนาคม เบรก ”แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC“ ยังไม่เสนอครม. รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำจาก“เอกนิติ”
สรุปเวทีเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”
News สรุปเวทีเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”
ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
Finance ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
จับเทรนด์ ‘ศูนย์การค้า’ ไทย จากห้างขายของสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
Business จับเทรนด์ ‘ศูนย์การค้า’ ไทย จากห้างขายของสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
‘ดร.กอบศักดิ์’ มองดอกเบี้ย 1%-เงินบาทอ่อน เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจ คาดจีดีพี 1.5-2.0%
Finance ‘ดร.กอบศักดิ์’ มองดอกเบี้ย 1%-เงินบาทอ่อน เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจ คาดจีดีพี 1.5-2.0%
สภาฉลุย 306 เสียง คว่ำนิรโทษ ม.112 เยาวชน ปิดจ๊อบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชงขึ้นทูลเกล้าฯ
Politics สภาฉลุย 306 เสียง คว่ำนิรโทษ ม.112 เยาวชน ปิดจ๊อบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชงขึ้นทูลเกล้าฯ
SET วันนี้ (8 ก.ค.) ร่วงแรง 27.88 จุด ปิดตลาดดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,600 จุด ปมอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
Finance SET วันนี้ (8 ก.ค.) ร่วงแรง 27.88 จุด ปิดตลาดดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,600 จุด ปมอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
แอสเซทไวส์-ออริจิ้น ตุนยอดขายบ้าน-คอนโดฯ ครึ่งปีแรกคึก ลุยต่อครึ่งปีหลัง
Real Estate แอสเซทไวส์-ออริจิ้น ตุนยอดขายบ้าน-คอนโดฯ ครึ่งปีแรกคึก ลุยต่อครึ่งปีหลัง
“ศุภชัย” ปัดตอบปมสุภาพรถือหุ้นทรู 7% โยน ก.ล.ต.สอบ 
Finance “ศุภชัย” ปัดตอบปมสุภาพรถือหุ้นทรู 7% โยน ก.ล.ต.สอบ 
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงาน SET ครึ่งปีแรกหุ้นขึ้น 26.3% เดือน มิ.ย. พุ่ง 1.5%
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงาน SET ครึ่งปีแรกหุ้นขึ้น 26.3% เดือน มิ.ย. พุ่ง 1.5%
ดูทั้งหมด

คุยกับ “พันเอกนที ศุกลรัตน์” ธุรกิจบรอดแคสต์กลางมรสุมดิสรัปต์ และสิ่งที่ “กสทช.” ควรจะเป็น

10 ก.ย. 2563 | 12:30น.
สัมภาษณ์

เป็น 1 ในกรรมการ “กสทช.” ที่มีบทบาทอย่างสูงในฝั่งฟากการกำกับดูแล และขับเคลื่อนผลักดันกิจการด้านบรอดแคสติ้งในประเทศไทย สำหรับ “พันเอกนที ศุกลรัตน์” ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ทำมาเองกับมือตั้งแต่การจัดระเบียบ และเปลี่ยนผ่านทีวีจากแอนะล็อกสู่ “ดิจิทัล” ตั้งแต่วันที่ยังไม่เห็นเค้ารางของมรสุมดิจิทัลดิสรัปชั่นด้วยซ้ำ ซึ่งในระหว่างทางก็มีปัญหาให้แก้ไม่ได้หยุด กระทั่งวันนี้เมื่อศาลปกครองกลางตัดสินให้ยกเลิกประกาศเรียงช่องของ กสทช.

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับเขาในหลากหลายแง่มุม และการมองไปข้างหน้าถึงอนาคตของอุตสาหกรรมบรอดแคสติ้ง บทบาท และการกำกับดูแลขององค์กรอิสระ “กสทช.” ดังนี้

ปมเรียงช่องทีวีดิจิทัล

เดิมช่องทีวีดิจิทัลเมื่ออยู่บนแพลตฟอร์มภาคพื้นดินจะใช้หมายเลข 1 เมื่อไปอยู่บนดาวเทียม กลายเป็นเบอร์ +10 ช่องดิจิทัลจึงฟ้องร้อง เมื่อไปตกลงในชั้นศาลเพื่อให้ทีวีดิจิทัลประกอบกิจการได้ และไม่เป็นที่สับสนของประชาชนจึงให้ กสทช.ออกประกาศเพื่อให้หมายเลขตรงกัน แต่เมื่อประกาศไปแล้ว กสทช.โดนกลุ่มดาวเทียม เคเบิลทีวีฟ้อง และศาลตัดสินให้ยกเลิกประกาศ

ทำไมไม่คุยกัน 3 ฝ่ายแต่แรก

ในกระบวนการจัดทำประกาศ ต้องดึงทุกฝ่ายมาคุยร่วมกันอยู่แล้วถึงออกประกาศ เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่งที่ว่าทีวีดิจิทัลประชาสัมพันธ์ลำบาก เพราะเป็นช่องทีวีสาธารณะ เมื่อศาลตัดสิน มีอยู่ 2 ทาง คือ อุทธรณ์ ซึ่ง กสทช.ก็อุทธรณ์ให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณา ซึ่งต้องคำนึง 2 เรื่อง คือ 1.รอว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินอย่างไร 2.หากศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ยกเลิกประกาศนั้นจะทำอย่างไร เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้ทีวีดิจิทัลบางช่อง และทีวีสาธารณะไม่เป็นไปตามแผน วิธีแก้ คือต้องเขยิบให้ช่องทีวีดิจิทัลยังอยู่เหมือนเดิม หมายเลขเดิมทุกแพลตฟอร์ม ส่วนช่องทีวีสาธารณะเขยิบมาอยู่ที่หมายเลข 11 เป็นต้นไป คือเอา 10 ช่องเดิมให้โครงข่ายดาวเทียม และเคเบิลทีวี ส่วนช่องทีวีดิจิทัลอยู่ตั้งแต่ 11-36 เป็นวิธีการที่ผมคิดว่าทุกฝ่ายไม่เสียหายอะไร

หากศาลปกครองสูงสุดตัดสินยืนตามศาลปกครองกลางก็จะไม่มีประกาศเรื่องเรียงช่อง หมายความว่าใครจะอยู่ตรงไหนก็ได้ อลหม่านแน่ และอาจทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมเกิดความเสียหาย

ควรแก้ปัญหายังไง

เพื่อให้อุตสาหกรรมไม่เสียหาย กสทช.อาจจำเป็นต้องทำกระบวนการอะไรบางอย่าง ถ้ารอให้ศาลตัดสินก็ไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน จะทำให้เข้าสู่ภาวะสุญญากาศ หากไปเริ่มคิดตอนนั้นอาจใช้เวลาหลายเดือน แต่ละฉบับใช้เวลา 3-6 เดือน ไม่สามารถออกประกาศได้ก่อน เพราะเหมือนคาดการณ์ล่วงหน้า

ถ้าจะให้กระทบน้อยสุดต้องทำยังไง

รีเซิร์ฟทีวีดิจิทัลช่อง 11-36 ให้อยู่เหมือนเดิม ยกเว้นช่องสาธารณะ เช่น ช่อง 5 ช่องที่อยู่หมายเลข 1-4 ขยับไปเป็นช่อง 11-14 และ 10 ช่องแรกเป็นเรื่องของภาคพื้นดิน ดาวเทียม และเคเบิลทีวีที่จะใช้ประโยชน์ คนที่จะได้รับผลกระทบจริง ๆ เป็นช่องสาธารณะ ที่ดูบนกล่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินจะอยู่หมายเลข 1-4 เหมือนเดิม แต่ถ้าดูบนดาวเทียมจะเป็นหมายเลข 11-14 มี 5 ช่อง รวมช่อง 15 ช่องของรัฐสภาอีก 1 ช่อง

ความขัดแย้ง “ทีวีดิจิทัลกับดาวเทียม-เคเบิลทีวี”

ผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด เคเบิลทีวีเป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ มีสิทธิ์ในการประกอบกิจการ และมีหน้าที่ในการนำบริการสาธารณะไปสู่ประชาชนตามที่ กสทช.กำหนด และกำหนดช่องที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งจะเอาแต่สิทธิ์ไม่ได้ ต้องเอาหน้าที่ด้วย ปัจจุบันถามว่าช่องดาวเทียม และเคเบิลทีวี หากเป็นระบบดิจิทัล มีได้ถึง 1,000 ช่อง

เรากำหนดว่าทีวีดิจิทัลคือบริการสาธารณะ จะประมูลหรือไม่ประมูลจะเป็นช่องธุรกิจ หรือช่องสาธารณะ เราถือเป็นบริการสาธารณะประเภทหนึ่ง และมีการกำหนดว่าแต่ละช่องต้องมีรายการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 30% บันเทิงไม่เกิน 70% ในสายตา กสทช. ทีวีดิจิทัลมีส่วนของการบริการสาธารณะ เช่น มีรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หรือมีเหตุการณ์สำคัญในประเทศที่จำเป็นต้องดำเนินการก็ต้องดำเนินการ ต่างจากช่องดาวเทียมที่ไม่ต้องมีรายการที่ กสทช.กำหนด ฉะนั้นเมื่อมีความเป็นสาธารณะ จึงต้องกำหนดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น กำหนดหมายเลขช่อง

ตอนจัดโฟกัสกรุ๊ปเห็นกันอย่างไร

มีบางส่วนของดาวเทียม และเคเบิลทีวี คิดว่าไม่ควรออกประกาศ ควรรอให้ศาลตัดสินก่อน ในความเป็นจริงแล้วอย่างที่ผมบอก การเตรียมการ ไม่มีใครเสียประโยชน์อะไร แม้กระทั่งคนที่ไปฟ้อง อย่างน้อยก็ได้หมายเลขช่อง 1-10 แล้วจากเดิมที่โดนบังคับ 36 ช่อง เหลือ 26 ช่อง กลุ่มดาวเทียมไม่ได้มีส่วนเสียอะไร ทีวีดิจิทัลก็เหมือนเดิม คนที่เสียมีแค่ 3-4 ช่อง ได้แก่ ช่อง 5 NBT Thai PBS และช่องรัฐสภา เพราะเดิมอยู่เลข 1-4 และ 10 บนโครงข่ายดาวเทียม ต้องขยับมาเป็น 11-15 ผมถามในที่ประชุมทั้ง 5 ช่องบอกว่า ยอมรับได้ แต่บนโครงข่ายภาคพื้นดินขออยู่หมายเลขเดิม ก็เป็นเรื่องของแต่ละช่องที่ต้องประชาสัมพันธ์ทั้ง 2 หมายเลขให้ประชาชน

โดยส่วนตัวไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ผมอยากให้ออกประกาศ เพราะจะมีช่วงสุญญากาศเกิดขึ้น ยกเลิกโดยไม่มีประกาศใหม่ทำได้ไหมก็ได้ แต่ว่าอาจโดนประชาชนด่า เพราะกว่าจะหาเจอว่าช่องไหนอยู่หมายเลขไหน สมมติมีบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งใช้ดาวเทียม อีกหลังใช้เคเบิลก็หายากแล้ว

อุตฯบรอดแคสต์ในช่วง 9 ปี ที่เป็น กสทช.

ผมเลือกบรอดแคสต์ เพราะก่อนหน้านี้มีความวุ่นวาย ปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา เพราะมีการนำทีวีดาวเทียมไปใช้ในการปลุกระดมมวลชน ไม่เคยมีกติกากำกับ ทำให้มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง

พอเข้ามาดูแลด้านบรอดแคสต์ นอกจากทีวีแล้ว วิทยุก็เต็มไปด้วยวิทยุชุมชน ลงทะเบียนไปได้ 8,700 สถานี วุ่นวายมาก เข้ามาทำให้เกิดกติกา ซึ่งต้องอาศัยเทคนิค เพราะทุกคนไม่เคยอยู่ในกติกามาก่อน

เข้ามาก็เอาวิทยุ และทีวีมาอยู่ในกติกา เปลี่ยนถ่ายแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัล พูดง่าย ๆ คือ ปัญหาจาก 8,700 แห่ง ตอนนี้เหลือ 4,700 แห่ง คนที่ไม่ต้องการประกอบกิจการหายไปครึ่งหนึ่ง ทีวีดาวเทียมมี 800 ช่อง เหลือ 300 ช่อง การเอาทีวีไปใช้เป็นกลไกทางการเมืองเหลือน้อยลง ทีวีดาวเทียม และโครงข่ายเคเบิลหลังมีใบอนุญาตจริงจังก็ยกเลิกแทบทุกสัปดาห์ เหลือจำนวนหนึ่งที่แข็งแรง

คิดว่าค่อนข้างเข้ารูปเข้ารอย ส่วนทีวีดิจิทัลที่ประมูลแล้ว บางคนอยู่ได้ บางคนอยู่ไม่ได้ เป็นปัญหาการประกอบธุรกิจ ถามว่ามีคนที่มีกำไรไหม ก็มี

เราต้องมองว่าการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ทีวีดิจิทัล มีวัตถุประสงค์ คือ 1.ให้ประชาชนได้รับบริการทีวีที่ดีขึ้น ทั้งคุณภาพ จำนวน ความหลากหลาย และความคมชัด 2.หากยังเป็นแอนะล็อกคงโดนดิสรัปต์ไปแล้ว คนคงไม่ดูทีวีอีกต่อไป แต่พอมาสู่ดิจิทัลก็ยังอยู่ บางคนที่ไปต่อไม่ได้ ก็มีกลไกรัฐช่วย กิจการทีวีกลายเป็นบริการสาธารณะที่คนจำนวนมากยังรับบริการ และไม่ทำลายประเทศ

แบ่ง 9 ปี เป็นช่วง ๆ

3 ปีแรก เป็นช่วงการจัดระเบียบ 3 ปีถัดมาเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัล ซึ่งประจวบเหมาะพอดีกับดิจิทัลดิสรัปต์ ท้ายที่สุดแล้วทีวีต้องปรับตัวให้เป็น content provider อยู่เสมอ ตอนนั้นมีหลายช่องที่ต้องปิดตัวไป กสทช.ต้องช่วยเหลือ แต่ประเด็นปัญหาสำคัญอยู่ที่กฎหมายที่ใช้อยู่ เป็นกฎหมายแอนะล็อก และประเทศไทยแทบเป็นประเทศเดียวที่บังคับว่า การอนุญาตทีวีต้องเป็นการประมูล สิ่งที่ได้จากการประมูลกลายมาเป็นเงินช่วยเหลือ ซึ่งไม่ได้มาจากภาษีประชาชน แต่มาจากการประมูลคลื่น เงินครึ่งหนึ่งที่ได้คือ นำไปเยียวยาทีวีดิจิทัล และอีกครึ่งหนึ่งเข้ารัฐ

นอกจากนี้ คลื่นความถี่ครึ่งหนึ่งกลับมาสู่การประมูลคลื่น 5G และรายได้ส่วนหนึ่งกลับคืนมาที่รัฐ ฉะนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัล แม้จะเจออุปสรรคในเชิงกฎหมาย แต่ กสทช.ทำให้ผ่านไปได้ และมีทีวีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4-5 เท่าของระบบแอนะล็อก และคุณภาพดีกว่าเดิม ประชาชนได้ดูคอนเทนต์ที่ดีกว่าเดิม

แต่จะมีการประมูลหรือไม่มี ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัล content provider อาจหายหมด จะโดนดิสรัปต์แรงกว่านี้ พอเปลี่ยนมาเป็นทีวีดิจิทัล หลายช่องวางคอนเทนต์ วางตำแหน่งถูกก็ไปต่อได้

ถามว่าปัจจุบัน ทีวีดิจิทัลแตกต่างจากคนทำยูทูบตรงไหน คำตอบคือ ไม่มีเลย เพราะต้นทุนที่ต่างกันได้หายไป การประกอบธุรกิจเป็นเรื่องของความสามารถ และต้องทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม อย่างที่เราเห็นว่ามีคนทำคอนเทนต์แล้วเกิดความวุ่นวายแอนตี้กันไปหมด ต้องดูว่าเป็นสื่อที่ดี ได้รับการยอมรับ และน่าเชื่อถือหรือไม่

การเป็นสื่อทีวี ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พอเข้าสู่ระบบที่ กสทช.กำหนด คือ กลไกตลาด สิ่งนี้คือสิ่งที่หลาย ๆ ฝ่ายเรียกร้องให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่สิ่งที่บอกว่าตนเองเป็นสัมปทาน เพราะสัมปทานคือการการันตีว่าจะไม่มีคู่แข่ง แต่ กสทช.การันตีว่าจะมีโอกาสที่จะประกอบธุรกิจเหมือนกับคนอื่น ๆ

3 ปีสุดท้าย คือ การเอาสิ่งที่เป็นขยะ และคอนเทนต์ที่ไม่ดี ออกจากระบบ โดยส่วนตัวคิดว่า กสทช.เริ่มล้าสมัย ต้องปรับปรุงกฎหมาย กระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นมีเดียแอ็กต์ คือเป็นการกำกับโครงข่าย และเซอร์วิส ทุกอย่างที่เป็น “มีเดีย” ต้องกำกับ ไม่ให้เกิดความวุ่นวายจากการใช้เหมือนในปัจจุบัน เพราะกฎหมายปัจจุบันไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่มีเดีย จึงต้องออกกฎหมายใหม่

กสทช.ชุดที่กำลังสรรหา เป็นชุดเฉพาะกาล ควรนำกฎหมายเดิมมาทบทวน เพื่อให้เป็นมีเดียแอ็กต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดปัญหา

การออกกฎหมายใหม่ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และรัฐสภา ที่ไม่เพียงแต่แก้ไขเรื่องการสรรหา แต่ควรแก้ไขทั้งระบบ ให้สามารถกำกับเนื้อหาในนิวมีเดียได้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ อาจศึกษาจากต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างได้

การสนับสนุนโทรคมนาคมให้เกิด 4G และ 5G หรือการดูทีวีผ่านโทรคมนาคม คือการเปลี่ยนสภาพจากฟรีทีวีให้เป็นเพลย์ทีวี อาจไม่ต้องจ่ายค่าคอนเทนต์ แต่ต้องจ่ายค่าโครงข่าย

คนที่ดูทีวีบนมือถือต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต คนที่ไม่สามารถจ่ายได้จะทำอย่างไร สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีฟรีทีวี และจ่ายเงินแค่เพย์ทีวีที่ราคาถูก การพัฒนาดิจิทัลทีวีทั้งหลาย ท้ายที่สุดแล้ว คือ “minimum service” ที่ประชาชนเข้าถึงได้ จึงต้องมีประกาศเรียงช่อง ถึงจะได้รู้ว่าเป็นบริการพื้นฐานที่เข้าถึงได้ทุกที่

กสทช.ในอนาคตควรเป็นอย่างไร

ปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า คือ ปัญหาเรื่องดิจิทัล บทบาทหน้าที่สำคัญ คือ ต้องดูแลเรื่องนิวมีเดีย กฎหมายที่มียังไม่สอดคล้อง รวมถึงเรื่องการสรรหากรรมการ กสทช.เกี่ยวกับคุณสมบัติ และคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร

อย่างที่บอกว่าก่อนมาเป็นจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับด้านนี้ไม่ได้ 1 ปี คำถามคือจะหาใครมาทำหน้าที่ตรงนี้ หากมีความสามารถ คงไม่ว่างงานเป็นปีการกำกับดููแลต้องมองไปที่นิวมีเดีย เหมือนต้องปฏิรูปอีกครั้งในแง่กฎหมาย กฎเกณฑ์ เป็นภารกิจใหญ่ของ กสทช.ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยน กสทช.ให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล การเป็นองค์กรอิสระดีกับชุดที่แล้ว แต่ถ้าต้องดูแลเรื่องดิจิทัล

ผมไม่แน่ใจว่า ความเป็นองค์กรอิสระ จะสอดคล้องกับการใช้อำนาจของรัฐไหม เพราะปัจจุบัน “ดิจิทัล” คือ หัวใจของทุกอย่าง กสทช.จากอดีตจนถึงปัจจุบันนับว่ามีอิสระน้อยลงตามลำดับ ในแง่ของการบริหารทรัพยากรน่าจะเพียงพอแล้ว แต่ในแง่แนวนโยบายด้านดิจิทัลไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอไหมการกำกับดููแลไม่แน่ใจว่าต้องมีอิสระในระดับไหน ถ้ามีมากเกินไปก็ไม่แน่ใจว่าเป็นผลดีไหม เรื่องแพลตฟอร์มดิจิทัล การพาณิชย์ อีคอมเมิร์ซ อาจต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐมากกว่าปกติหรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กสทช.