มติบอร์ด อคส. เห็นชอบระงับสัญญาโครงการซื้อขายถุงมือยาง พร้อมดำเนินการอายัดบัญชีการโอนเงิน 2,000 ล้านบาทโดยเร็วที่สุด โดยตั้ง ผอ.อคส.ติดตามเรื่องดังกล่าว ก่อนส่งเรื่องต่อไปยัง ดีเอสไอ ปปง. ต่อไป
วันที่ 17 กันยายน 2563 รายงานจากที่ประชุม คณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ซึ่งมี นายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า เป็นประธานที่ประชุม ระบุว่า สืบเนื่องมาจากกรณี อคส.ได้มีการทำสัญญาตกลงซื้อขายถุงมือยาง โดยมีพ.ต.อ. รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ลงนามซื้อ-ขายกับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ปริมาณ 500 ล้านกล่อง โดยจำหน่ายกล่องละ 225 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งมีการลงนามเซ็นสัญญาซื้อขายไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563
โดยที่ประชุม บอร์ด อคส. จึงมีมติเห็นชอบใน 2 ประเด็นหลัก คือ ให้มีการดำเนินการระงับโครงการซื้อขายถุงมือยาง เนื่องจากเห็นว่าสร้างความเสียหายต่อหน่วยงาน โดยไม่ได้มีการวางแผนธุรกิจในการดำเนินการอย่างถูกต้อง รวมทั้งยังพบว่าไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบทางราชการในการตกลงทำสัญญาซื้อ-ขาย นอกจากนี้ ยังมีมติให้ดำเนินการทางคดีเพื่ออายัดบัญชีการโอนเงินจำนวน 2,000 ล้านโดยเร็ว ซึ่งมีการโอนเงินไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา
พร้อมกันนี้ ที่ประชุม ยังมอบหมายให้ ผอ.อคส. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต คนใหม่ให้ติดตามและดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
“การทำสัญญาซื้อขายครั้งนี้ พบว่า อคส.มีการทำสัญญากับผู้รับซื้อถุงมือยางกับ 3 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ปริมาณ 652 ล้านกล่อง ซึ่งเป็นบริษัทที่ส่งออกถุงมือยางไปต่างประเทศ ก่อนที่จะการทำสัญญาซื้อถุงมือยางกับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ปริมาณ 500 ล้านกล่อง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 และมีการโอนเงิน 2,000 ล้านบาท จากนั้น”
นอกจากนี้ ยังพบว่าในวันเดียวกัน (17 กันยายน 2563) ทางเจ้าหน้าที่ พนักงานของ อคส. ที่มีความกังวลในเรื่องดังกล่าว ทางสหภาพแรงงาน อคส. จึงเป็นตัวแทนในการเข้าไปประสานกับคณะกรรมการ อคส. เพื่อขอให้มีการชี้แจงข้อกังวลนี้ เพื่อความสบายใจของพนักงานของ อคส. เอง ซึ่งเบื้องต้น ทางบอร์ด อคส. ได้ชี้แจงถึงผลการดำเนินงานและจะเดินหน้าตรวจสอบ ซึ่งทางพนักงงานก็ยอมรับและพร้อมที่จะติดตามเรื่องดังกล่าว ซึ่งทาง อคส. พร้อมเปิดให้ พนักงานทุกคนติดตามและสอบถามได้อย่างเต็มที่ซึ่งพร้อมจะชี้แจงในรายละเอียดต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ บอร์ด อคส. เห็นชอบ ทาง ผอ. อคส. พร้อมจะติดตามและดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยจะติดตามรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก่อนที่จะยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (อีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งจำดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเรื่องดังกล่าวเป็นทั้งได้คดีเพ่งและอาญาซึ่งก็ต้องรอดูรายละเอียดต่อไป พร้อมกับการสืบทรัยพ์หรือการเส้นทางทางการโอนเงิน
“ส่วนขบวนการ ขั้นตอน หลังจากรวบรวมข้อมูลและยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อคส. ก็ต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบอย่างไร ซึ่งอคส.พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและข้อมูลอย่างเต็มที่ ซึ่งการยื่นเอกสาร ข้อมูลทั้งหมด ไปยังหน่วยงานดังกล่าว อคส. จะยื่นเรื่องให้เร็วที่สุด”
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบต่อการดำเนินงานหน่วยงานของ อคส. บ้าง แต่ อคส.ก็จะเดินหน้าดำเนินการอย่างเต็มที่ทั้งเรื่องนี้และการปรับโครงสร้างอคงค์กร รวมไปถึงการหารายได้ให้กับองค์กร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีดังกล่าวนี้ได้มีการดำเนินการก่อนที่ นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (ผอ.อคส.) เข้ามารับตำแหน่ง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 และเข้ามารับตำแหน่งและทำหน้าที่ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 และเมื่อรับตำแหน่งก็ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ส่งผลให้ ผอ.อคส.มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563
ส่งผลให้มีการทำหนังสือด่วนเสนอ บอร์ด อคส. ให้มีการประชุมวาระเร่งด่วน โดยส่งหนังสือไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 และมีการประชุมหารือ บอร์ด อคส. ในวันที่ 17 กันยายน 2563 ส่งผลให้มีมติดังกล่าวขึ้น