เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ฟองสบู่ หรือจุดหักเห

11 ต.ค. 2560 | 11:40น.

คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน

โดย บล.ไทยพาณิชย์

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตอนที่ทางทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ ออกรายงานไตรมาส 3 บอกว่า หุ้นไทยจะทะลุขึ้นไปที่ 1,650 จุด ได้ในไตรมาส 3 ก็ได้รับเสียงค้านอยู่พอสมควรว่าจะเป็นฟองสบู่หรือไม่ มาถึงวันนี้ตลาดหุ้นบ้านเราปิดสิ้นเดือนกันยายนที่ระดับ 1,673 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี อาจถึงเวลาต้องมาทบทวนกันอีกครั้งถึงสถานการณ์ในวันนี้ว่าน่ากลัวหรือไม่อย่างไร

มีหลายปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เรามองว่าการปรับขึ้นรอบนี้น่าจะเป็นจุดหักเหมากกว่าเป็นฟองสบู่ โดยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิงในรอบใหม่ ซึ่งรองรับด้วยปัจจัยพื้นฐาน เช่น

1.อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย หรือ real GDP ราว 3.5-4.0% นั้นนับว่าสูงกว่าผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์อย่างต่อเนื่องมาหลายไตรมาส (ส่วนมากเคยคาดการณ์กันไว้แถว ๆ 3.0-3.5%) จึงไม่น่าแปลกที่เราเริ่มเห็นการ revise up ปรับตัวเลขมุมมองเศรษฐกิจให้สูงขึ้นจากหลายสำนัก

2.ตลาดเริ่มมองไปยังผลประกอบการในปีหน้า ซึ่งผลสำรวจนักวิเคราะห์ล่าสุดมองว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนน่าจะขยายตัวได้ราว 8-10% ต่อปีในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แปลว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯสามารถขยับขึ้นได้อีกปีละ 8-10% โดยไม่ทำให้ P/E ratio สูงขึ้นจนน่ากังวล (เพราะ price และ earnings ปรับขึ้นได้ในระดับใกล้เคียงกัน) ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทดังกล่าวคิดเป็นราว 1.5-2.0 เท่าของการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ (nominal GDP) ซึ่งน่าจะอยู่ที่ราว 5%

3.แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกอาจเป็นขาขึ้น จากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และ QE tapering หรือลดอัดฉีดสภาพคล่อง โดย ECB ของยุโรป แต่อัตราดอกเบี้ยไทยน่าจะต่ำไปอีกนาน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ทั้งจากปัจจัยอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ เศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ภายใต้ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนค่าเงินบาทที่แข็งค่า การขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาได้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตนี้ จะช่วยให้ P-E ratio ของหุ้นสามารถยืนอยู่ในระดับที่สูงกว่าอดีตได้

4.Valuation ตลาดหุ้นบ้านเรานับว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน หากนำ forward P/E ratio ของตลาดหุ้นไทย เปรียบเทียบกับของเพื่อนบ้าน (MSCI Asia Ex-Japan) พบว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังสามปีอยู่ถึง 1-2 SD ซึ่งแปลว่าหากเม็ดเงินยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาค ความถูกของตลาดหุ้นบ้านเราเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่แพง จะทำให้ไทยเป็นที่น่าสนใจลงทุนและดึงดูดเม็ดเงินต่างประเทศได้อีกมาก

สิ่งสำคัญที่สุด ที่หากทำสำเร็จจะเป็นการพลิกโฉมประเทศไทยไปอย่างมากมายก็คือ ความพยายามของภาครัฐที่จะสร้าง วัฏจักรการลงทุนของประเทศระลอกใหม่ หลังจากประเทศไทยขาดความจริงจังในการส่งเสริมการลงทุนมาเป็นเวลานาน โดยโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) นั้นน่าจะมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านกฎหมาย EEC Act ที่น่าจะผ่าน สนช. ภายในต้นปีหน้า บวกกับการลงทุนของภาครัฐ (ถนน ราง ท่าเรือ สนามบิน) น่าจะมีเม็ดเงินจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งทางอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่า การลงทุนภาครัฐจะกลับมาขยายตัวราว 11% ได้ในปี 2561 ซึ่งข้อมูลในอดีตบ่งบอกว่า เมื่อไหร่ที่การลงทุนภาครัฐเร่งตัวขึ้น มักสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งภาคเศรษฐกิจจริง (FDI inflows) และตลาดหุ้น (มักเห็น P/E ratio ปรับตัวสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย) ทั้งนี้ ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณการลงทุนที่ดีขึ้นจาก FDI inflows ครึ่งปีแรกที่ไหลเข้าเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับปีก่อนทั้งปีที่ไหลเข้าเพียง 1-2 พันล้านดอลลาร์

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4 ปีนี้ ทาง บล.ไทยพาณิชย์จึงเลือกหุ้นเด่นตาม theme การลงทุนและการบริโภคในประเทศที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น และอาจเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นในระยะยาว ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (CPALL, ROBINS, GLOBAL) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) และยังมีหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีที่เราเลือกอีกสองตัว ได้แก่ ADVANC จากแนวโน้ม Average Revenue per User (ARPU) ที่ดี และ WORK ที่ราคาหุ้นแม้จะขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่สะท้อนโอกาสในการปรับขึ้นค่าโฆษณาในอนาคตได้อีก ซึ่งทั้งหมดนี้เหมาะกับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว โดยทยอยสะสมได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไปรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไป