“ช้อปปี้” จับมือ “วีซ่า” ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 5 ปี ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล-กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเมินปี 68 มีมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฎิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวว่า ที่ช้อปปี้ เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างระบบนิเวศน์อีคอมเมิร์ซของเราให้มีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
โดยเราได้ทำงานร่วมกับวีซ่า อย่างใกล้ชิด เพื่อนำระบบเครือข่ายที่กว้างขวางและปลอดภัยมาช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่การทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการที่อยู่นอกเมืองและพื้นที่ห่างไกล ในขณะที่กลุ่มผู้ซื้อเองยังจะได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้น
นีล มัม หัวหน้าฝ่าย Merchant Sales & Acquiring ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก วีซ่า กล่าวว่า การที่ธุรกิจขนาดเล็กเดินหน้าปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลนั้นเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสการค้าและการขยายตัวทางธุรกิจ ในปัจจุบันวีซ่ามุ่งเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการทุกขนาดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ และที่ใดในโลก ให้เข้าถึงลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พร้อมผ่านการให้บริการระบบชำระเงินแบบดิจิทัลที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการหันมาพึ่งระบบการชำระเงินแบบไร้การสัมผัส รวมไปถึงจับจ่ายใช้สอยบนช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในอีกหลายเดือนต่อจากนี้ ช้อปปี้และวีซ่าจะเปิดตัวบัตรเครดิตร่วมกับธนาคารชั้นนำในแต่ละประเทศ โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ช้อปปี้ (ประเทศไทย) และ วีซ่า ได้จับมือกับธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวบัตรเครดิต ‘กสิกรไทย-ช้อปปี้ วีซ่า แพลทินัม การ์ด เชื่อมมิติทุกการช้อป’
โดยบัตรเครดิตนี้ชูจุดเด่นในเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมและการใช้งานที่สะดวกสบาย เพื่อเตรียมความพร้อมเหล่านักช้อปเข้าสู่มหกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ในช่วงปลายปี โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยให้วีซ่าสามารถเข้าถึงและขยายฐานผู้ใช้ในประเทศไทยได้มากขึ้น
ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ ช้อปปี้สามารถเข้าถึง CyberSource บริการชำระเงินแบบครบวงจรในเครือของวีซ่า ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของขั้นตอนการประมวลผลธุรกรรมและตรวจจับการฉ้อโกง เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับนักช้อปว่าจะได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ไร้รอยต่อและสะดวกสบายสูงสุด
ภายใน พ.ศ. 2573
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะก้าวสู่การเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัล และมีการคาดการณ์ว่าภายในพ.ศ. 2568 เศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแตะ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอีคอมเมิร์ซจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดและเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
นอกจากนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้ถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ามากถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน พ.ศ. 2568 ซึ่งเติบโตขึ้นจาก พ.ศ. 2561 ที่มีมูลค่า 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยจำนวนของประชาชนรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และการเปลี่ยนสู่การบริการรูปแบบออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในพ.ศ. 2558 มีจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์อยู่เพียง 49 ล้านคน ซึ่งจำนวนดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเป็น 150 ล้านคนในพ.ศ. 2562 โดยที่มากกว่า 70% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในภูมิภาค เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือไม่สามารถเข้าถึงการบริการทางธนาคารได้ ดังนั้นการนำระบบการชำระเงินแบบดิจิทัลมาใช้งานจึงช่วยผลักดันให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ช้อปปี้ จะยังคงใช้ความชำนาญและความเป็นเลิศเพื่อส่งเสริมให้นักช้อป ผู้ประกอบการ และแบรนด์พันธมิตร สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมบนโลกออนไลน์ได้อย่างทั่วถึง
ซึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ช้อปปี้ได้รับความนิยมและเติบโตขึ้นอย่างมาก อ้างอิงสถิติจาก App Annie ที่ชี้ว่าช้อปปี้ครองความแอปพลิเคชันอันดับหนึ่งในหมวดหมู่ช้อปปิ้ง ด้วยยอดผู้ดาวน์โหลดและยอดผู้ใช้งานรายเดือน (Monthly Active Users) รวมไปถึงระยะเวลาที่ผู้ใช้งานใช้แอปลิเคชั่นบนแอนดรอยด์ที่มากที่สุด