เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คนกรุงรัดเข็มขัดสู้โควิด “ศูนย์วิจัยกสิกรฯ” ประเมินกินเจปีนี้เงินไม่สะพัด

11 ต.ค. 2563 | 10:49น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปี 2563 ระหว่าง 17-25 ตุลาคม 2563 นี้ คนกรุงเทพฯ จะมีเม็ดเงินค่าใช้จ่ายตลอดช่วงเทศกาลคิดเป็นมูลค่า 3,930 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17.4 เมื่อเทียบกับเทศกาลกินเจปีก่อน เนื่องจากจำนวนผู้เข้าร่วมที่ลดลง ขณะที่คนเข้าร่วมบางส่วนก็ปรับพฤติกรรม โดยควบคุมค่าใช้จ่ายลง

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงได้สำรวจพฤติกรรมคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลกินเจปี 2563 โดยพบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

เศรษฐกิจทำคนกรุงเทพฯ กินเจลดลงเหลือ 60.8%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความสะดวก และปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อการเข้าร่วมเทศกาลกินเจของคนกรุงเทพฯในปีนี้ ซึ่งสะท้อนจากผลสำรวจที่พบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

  • การเข้าร่วมกิจกรรมกินเจของคนกรุงเทพฯ ปีนี้น้อยลง จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า คนกรุงเทพฯ ที่สนใจเข้าร่วมกินเจในปีนี้ มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 63.0 ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ ซึ่งถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับเทศกาลกินเจปีก่อน ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมสูงถึงร้อยละ 66.7 และกลุ่มที่เข้าร่วมกินเจส่วนใหญ่ในปีนี้ จะกินเจไม่ครบทั้ง 9 วัน โดยจะกินเพียงบางมื้อคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64.6 ของผู้ที่กินเจทั้งหมด
  • ความสะดวก/หาทานง่าย การกินเจตามกระแส และความอยากลองทาน เป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นสำหรับกลุ่มเข้าร่วมกินเจ ขณะที่การกินเจเพื่อลดทานเนื้อสัตว์/ลดละกิเลส ยังคงมีสัดส่วนใกล้เคียงกับปีก่อนแต่เหตุผลการกินเจเพื่อสุขภาพถูกลดน้ำหนักลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า กลุ่มที่ยังคงกินเจ จะอยู่ในกลุ่มช่วง 35-55 ปีขึ้นไปมากที่สุด เป็นกลุ่มที่ทานเจเป็นประจำและมีความพร้อมด้านรายได้ ซึ่งคงเป็นโจทย์ของผู้ประกอบการที่จะนำเสนอกลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับกลุ่มนี้
  • ความไม่สะดวก รวมถึงปัจจัยด้านราคา ซึ่งสะท้อนผ่านภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อการไม่เข้าร่วมทานเจในปีนี้ ขณะที่เหตุผลด้านความรู้สึกว่าอาหารเจมีแคลอรี่สูง/ทำให้อ้วน เป็นข้อกังวลที่ถูกให้น้ำหนักลดลง ทั้งนี้จากผลสำรวจพบว่า กลุ่มคนที่ไม่เข้าร่วมกินเจส่วนใหญ่จะอยู่ใน 2 ช่วงอายุได้แก่ กลุ่มอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียน และกลุ่มอายุระหว่าง 30-44 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน ที่มีภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวค่อนข้างสูง และหากพิจารณาปัจจัยทางด้านรายได้พบว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เข้าร่วมกินเจน้อยที่สุด

ทั้งนี้ โควิด-19 แม้กระทบต่อพฤติกรรมการกินเจของคนกรุง แต่ยังคงมีบางกลุ่มที่จะอาศัยช่วงเวลานี้ หันมาเพิ่มการกินเจเพื่อสะสมบุญ ได้แก่ กลุ่มคนวัยทำงานหรือที่มีกิจการส่วนตัว อายุ 40-44 ปีขึ้นไป จึงถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอาหารเจ ในช่วงที่ภาพรวมการกินเจไม่คึกคักมากนัก แต่ผู้ประกอบการอาจต้องนำเสนออาหารเจที่มีราคาไม่สูง เนื่องจากกลุ่มนี้มีการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยให้น้ำหนักต่อปัจจัยด้านราคาค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มอื่น

โควิด-19 กระทบพฤติกรรมคนกรุงคุมค่าใช้จ่าย

  • แม้ว่าร้อยละ 87.5 ของคนที่เข้าร่วมกินเจจะยังกังวลต่อการระบาดของโควิด 19 แต่มีเพียงร้อยละ 33.0 ของกลุ่มที่กินเจได้รับผลกระทบ ซึ่งในกลุ่มนี้แยกเป็นประมาณร้อยละ 81.8 จะมีการปรับพฤติกรรม โดยใช้วิธีควบคุมค่าใช้จ่าย โดยอันดับ 1 จะเลือกเมนู/ร้านอาหารที่ไม่แพง รองลงมาคือการลดกับข้าว รวมถึงลดวันและจำนวนมื้อลง
  • ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ภายใต้สถานการณ์ที่อาจไม่เอื้ออำนวยนี้ ยังคงมีประชาชนบางกลุ่มอีกประมาณร้อยละ 18.2 ของกลุ่มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่จะใช้ช่วงเวลานี้ หันมาเพิ่มการกินเจเพื่อสะสมบุญ โดยกลุ่มที่มีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ในกลุ่มคนวัยทำงานหรือที่มีกิจการส่วนตัว อายุ 40-44 ปีขึ้นไป และเป็นกลุ่มที่กินเจบางมื้อในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 75.0

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กลยุทธ์การตลาดสำหรับผู้ประกอบการอาหารเจในปีนี้ นอกจากการบริหารระดับราคาอาหารเจให้มีความแตกต่างกับอาหารทั่วไปไม่มาก รวมถึงไม่แตกต่างกับราคาของปีก่อนโดยเปรียบเทียบ เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับกลุ่มคนกินเจดั้งเดิม และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีพฤติกรรมการกินเจที่แตกต่างกัน เพื่อเข้าถึงความต้องการผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ ได้มากขึ้น