Skip to content

คลัง คาดเศรษฐกิจไทยปี’63 ติดลบ 7.7% ส่งออกหดตัว 7.8%

29 ต.ค. 2563 | 12:28น.
คลัง คาดเศรษฐกิจไทยปี’63 ติดลบ 7.7% ส่งออกหดตัว 7.8%

สศค. คาดเศรษฐกิจไทย ปี’63 หดตัว-7.7% หดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ครั้งก่อน -8.5% หลังรัฐผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ-ออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ส่งออก -7.8% ปรับตัวดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ –11% ชี้ปี’64 เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งที่ 4.5% ยันฐานะคลังแข็งแกร่ง พร้อมออกมาตรการเสริมรับมือเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง

วันที่ 29 ตุลาคม 2563 นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 และ 2564 ว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะหดตัวที่ร้อยละ -7.7 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -8.2 ถึง -7.2) หดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนกรกฎาคม 2563 ที่ร้อยละ -8.5 ต่อปี

โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก 1) การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease 2019: COVID-19) และการเริ่มเปิดประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

2) เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน นำโดยกลุ่มประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 3) การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคประชาชน ภาคเอกชนและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ คาดว่าในปี 2563 การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนจะหดตัวที่ร้อยละ -3.0 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -3.5 ถึง -2.5) และร้อยละ -9.8 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -10.3 ถึง -9.3) ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ร้อยละ -7.8 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -8.3 ถึง -7.3) ปรับตัวดีขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่ร้อยละ -11.0 ต่อปี

“ถ้ามองการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเดือนที่แล้ว ที่คาดว่าจะหดตัว -7.8% จากประมาณการเดิมที่เดือน มิถุนายน 2563 คาดว่าจะ -8.1% แสดงให้เห็นว่า ทั้ง ธปท. และ สศค. มีมุมมองเศรษฐกิจที่ดีกว่าไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้เศรษฐกิจจะดีขึ้น หลังจากได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2 และจากการประเมินดังกล่าว ยังไม่รวมปัจจัยทางการเมือง เนื่องจากมองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไปต่อได้ เพราะเป็นการชุมนุมระยะสั้น แต่เราก็ไม่ประมาทในส่วนนี้”

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ภาครัฐยังได้ดำเนินมาตรการทางการคลังเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยประกอบไปด้วย โครงการ “เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทย รักษาระดับการจ้างงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานราก

โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.0 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.5 ถึง 4.5) และ 10.5 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 10.0 ถึง 11.0) ตามลำดับ และคาดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 และจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบน้อยลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2563

สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย คาดว่าอยู่ในระดับที่มั่นคง โดยเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2563 จะอยู่ที่ร้อยละ -0.9 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -1.4 ถึง -0.4) ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลง จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 14.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.3 ถึง 3.3 ของ GDP)

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.0 ถึง 5.0) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าที่กลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 6.0 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.5 ถึง 6.5) ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่มีแนวโน้มขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.6 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.1 ถึง 3.1)

และการใช้จ่ายภาครัฐทั้งจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท และการเบิกจ่ายจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563

โดยมีกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2564 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 – 1.5) ปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

ทั้งนี้ ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ การระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกิดขึ้นในประเทศหลายประเทศ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางการค้าและเศรษฐกิจโลก การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) รวมถึงความเปราะบางของเสถียรภาพระบบการเงินโลกที่อาจสูงขึ้น จากการดำเนินมาตรการการเงินการคลังของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า เสถียรภาพทางการคลังของไทยยังอยู่ในระดับเข้มแข็ง ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการออกมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คลัง เศรษฐกิจไทย