บสย.ชงสูตรขยับเพดานค้ำ SMEs สูงสุด 50%
บสย.ชง กกร.พิจารณาออปชั่นค้ำสินเชื่อเพิ่มเป็น 40-50% แลกเอสเอ็มอีจ่ายค่าฟีเพิ่ม 0.5-1% บวกจากเรตปัจจุบันคิดที่ 1.75% ต่อปี ชี้เพื่อความยืดหยุ่น-ลดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขณะที่ความคืบหน้าค้ำประกัน “Soft Loan พลัส” ล่าสุด ยอดเริ่มขยับอยู่ที่ 2-3 พันล้านบาท
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความคืบหน้าการขยายเพดานการค้ำประกันสินเชื่อ (max claim) ให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จาก 30% เป็น 50% ตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นั้น
ล่าสุด บสย.ได้มีข้อเสนอผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “บสย.ไทยชนะ ท็อปอัพ”เพื่อเป็นทางเลือกในการขยายเพดานค้ำประกันสินเชื่อ กลับไปให้ทาง กกร.พิจารณา ซึ่งหากมีความต้องการเข้ามา ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที
โดยแนวทางเบื้องต้น คือ หากผู้ประกอบการต้องการค้ำประกันที่ 40% จะต้องเสียค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพิ่มขึ้น 0.50% จากปกติที่ บสย.คิดอยู่ที่ 1.75% ต่อปี ทำให้จะมีต้นทุนในการค้ำประกันทั้งสิ้น 2.25% ต่อปี หรือหากต้องการขยับเพดานค้ำประกันเพิ่มเป็น 50% จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 1% รวมเป็น 2.75% ต่อปี
“เนื่องจาก บสย.มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ หากได้รับงบฯมาราว 2 แสนล้านบาท ถ้าจะขยายเพดานการค้ำประกันไปที่ระดับ 40-50% จะทำให้เม็ดเงินที่จะเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อเหลือเพียง 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยคนหรือธุรกิจได้น้อยลง ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาสู่ระดับปกติก่อนจะมีโควิด-19 ได้เมื่อใด จึงมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นบสย.จึงเสนอผลิตภัณฑ์ “บสย.ไทยชนะ ท็อปอัพ” เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นกับภาคธุรกิจ และลดข้อจำกัดของ บสย. โดยผู้ประกอบการอาจจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ยังต่ำกว่าการกู้เงินนอกระบบ” นายรักษ์กล่าว
นายรักษ์กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการ “บสย. SMEs ต้องชนะ” ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Soft Loan พลัส วงเงิน 57,000 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2563 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด มียอดเข้ามาแล้วราว 2,000-3,000 ล้านบาท
“ตอนนี้มียอดเข้ามาในท่อประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทแล้ว หลังจากเปิดโครงการไป ซึ่งการยืดเวลาค้ำประกันจาก 2 ปี มาเป็น 10 ปี ทำให้แบงก์กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น จากตอนแรกอาจจะกลัวเรื่องความเสี่ยง หลังครบ2 ปีแล้ว” นายรักษ์กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับการค้ำประกันสินเชื่อ Soft Loan พลัส ได้มีการแก้ไขประเด็นเงื่อนไข โดยให้ บสย.เข้าไปค้ำประกันสินเชื่อต่อเนื่องให้กับผู้ประกอบการSMEsที่ได้รับสินเชื่อ Soft Loan ของ ธปท.เพิ่มอีกเป็นระยะเวลา 8 ปี โดย บสย.จะเข้าไปเริ่มค้ำประกันตั้งแต่ปีที่ 3 ไปจนถึงปีที่ 10 โดยกระบวนการในการเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อจะทำแบบต้นจนจบ (end to end) ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในการอำนวยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น