สยามกัมมาจล
SCB: แบงก์สยามกัมมาจล ที่ ร.6 ทรงกอบกู้จากวิกฤตได้ทันเวลา
พระราชบันทึกเรื่อง “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงนิพนธ์ ด้วยนามปากกา “ราม วชิราวุธ” กล่าวไว้ในตอนที่ชื่อว่า “ฉันต้องเข้าเนื้อ” ครั้งเมื่อเกิดเหตุ “วิกฤตการณ์ในแบงก์สยามกัมมาจล” พ.ศ.2456 หรือชื่อปัจจุบันว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์” (Siam Commercial Bank of Thailand) หรือ SCB
พระราชบันทึกระบุว่า แบงก์สยามกัมมาจล “เซชวน จวนล้ม ฉันต้องเอาเงินพระคลังข้างที่เข้าไปสนับสนุน จึ่งพอประทังไว้ได้”
“แม้ว่าปฏิบัติการโดยทันควันของฉันจะช่วยกอบกู้ธนาคารไว้ได้ทันเวลาพอดี แต่ก็ทำให้เงินทุนของฉันต้องร่อยหรอลงอย่างมาก”
ในการนี้ พระคลังข้างที่ต้องสูญเงินไปกับแบงก์สยามกัมมาจลถึง 1,634,000 บาท
ประกอบกับเกิดสงครามโลก ยิ่งทำให้พระคลังข้างที่ประสบปัญหา
พระราชบันทึกตอนนี้มีความว่า “มีหนี้สินทวีมากขึ้น ฉันขอให้แบงก์สยามกัมมาจล ช่วยโดยให้กู้เงินบ้างก็ไม่ยอมให้กู้ ฉันจะขอถอนเงินของฉันที่ฝากไว้ในแบงก์นั้นก็ไม่ให้ถอน ฉันจะขายหุ้นส่วนของฉันบ้างก็ไม่ให้ขาย…”
“กระทรวงคลังมหาสมบัติเข้ารับอำนวยการแบงก์สยามกัมมาจล ว่าจะคิดจัดการดำเนิรการตั้งรูปขึ้นเป็นธนาคารของชาติ (National Bank) เอาเงินแผ่นดินเข้าหุ้นไว้พอให้มีสิทธิเปนผู้ถือหุ้น แล้วก็รวบอำนาจไว้ในมือทั้งสิ้น ส่วนกรรมการผู้แทนพระคลังข้างที่กลายเปนงั่งเข้าไปนั่งทำตาปริบ ๆ อยู่ในที่ประชุมกรรมการเท่านั้น”
ก่อนหน้านั้นในปี 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แยกการใช้จ่าย “ส่วนพระองค์” จากการใช้จ่าย “เงินแผ่นดิน” ในวันที่ 15 เมษายน 2455 ทรงมีพระราชหัตถเลขา ไปยังเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงนครบาล ทรงสั่งให้เสนาบดีทั้ง 2 กระทรวง จัดการให้กรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรใน ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัด 2 กระทรวงดังกล่าว จัดเก็บภาษีที่ดินและโรงร้านจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
ทั้งที่อยู่ในหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร โดยทรงมีพระบรมราชาธิบายสำหรับพระราชหัตถเลขาดังกล่าวว่า…
“ทรัพย์สมบัติของฉันที่เปนส่วนตัว ก็เท่ากับเปนทรัพย์สมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เหตุใดฉันจึงจะมาเอาเปรียบแก่คนทั่วไป ซึ่งดูเปนการไม่สมควรเลย ส่วนของ ๆ ผู้อื่นจะไปเก็บเอากับเขา ของ ๆ ตัวเองจะเกียดกันเอาไว้ เพราะคนธรรมดาทั่วไป ใครที่มีทรัพย์สมบัติเปนที่ดินหรือโรงร้าน เมื่อถึงคราวที่เจ้าพนักงานจะเก็บภาษี เขาก็ต้องเสียภาษีให้กับเจ้าพนักงานตามส่วนมากและส่วนน้อยของทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่”
“ตัวฉันเองถ้านอกจากในทางราชการแล้ว ฉันก็ถืออยู่ว่า ฉันเปนคนธรรมดาคนหนึ่ง ทรัพย์สมบัติของฉันที่มีอยู่ ก็นับว่าเปนส่วนมาก ถ้ารัฐบาลจะแบ่งผลประโยชน์ของฉันที่ได้มาจากทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้นบ้าง ฉันก็มีความยินดีเต็มใจที่จะเฉลี่ยให้เปนการอุดหนุนชาติบ้านเมืองอย่างคนสามัญ”
พระราชบันทึกในตอน “ฉันต้องเข้าเนื้อ” ระบุในตอนท้ายว่า “ที่แท้ฉันไม่ได้เงินของกระทรวงการคลังมาเลย ฉันจะทำให้ชาติล่มจมอย่างไรได้? เงินก็ไม่ให้ ด่าก็ด่า, ออกจะอาการหนักอยู่หน่อย!”