หมอธีระ แนะขยายบริการตรวจโควิด รัฐควรสังคายนานโยบาย
“หมอธีระ” แนะต้องขยายระบบบริการตรวจโควิด รับมือความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำ ชี้ควรสังคายนาวงอำนาจนโยบายสุขภาพ-ท่องเที่ยว-เดินทาง
วันที่ 3 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี มีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ลักลอบเดินทางจากประเทศเมียนมาร์ เข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ทำให้คนจำนวนมากต้องกักตัว ล่าสุด รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ดังนี้
ข่าวบอกว่า คนไปขอตรวจ 200 คนที่จังหวัดหนึ่ง แต่ตรวจได้แค่ 30 คน ที่เหลือต้องรอคิวนัดมาตรวจวันอื่น
หากเป็นจริง…นี่คือหลักฐานพิสูจน์ว่า ระบบที่การเมืองและลูกน้องบอกว่าพร้อมและเอาอยู่นั้น มันไม่ใช่เลย
คิดไหมว่า การไม่สามารถรองรับได้ จนต้องให้กลับไปนั้น วันเวลาที่ผ่านไปจะมีโอกาสแพร่แก่คนอื่นได้เช่นกัน
นี่คือสิ่งที่พยายามเตือนมาเสมอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาว่า ต้องขยายระบบบริการตรวจให้มากขึ้น ครอบคลุม เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการระบาดซ้ำ
ไม่ต้องไปโทษจังหวัด แต่คนที่รับผิดชอบคือส่วนกลางครับ
เอาแต่อวดว่า พร้อมทั้งคนเงินของหยูกยา ระบาดมากรูเอาอยู่ มุ่งแต่ชงหาเงินผ่านการรับต่างชาติเข้าประเทศ โดยหารู้ไม่ว่าศักยภาพที่มีนั้นจำกัดยิ่งนัก
ระลอกแรกก็ลำบากมาแล้วในสามเดือนแรก ดีที่ทุกคนในประเทศช่วยกันกู้คืนมาทัน
จะมาอีหรอบเดิม
ควรสังคายนาวงอำนาจนโยบายสุขภาพท่องเที่ยวเดินทางครับ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ หมอธีระ โพสต์ข้อความเรื่อง “ถ้าไม่สู้สุดหัวใจตอนนี้…ก็รอวันจบ” ดังนี้
การเงื้อง่าราคาแพง ออกมาตรการไล่ตามปัญหา จะมีโอกาสพ่ายการศึกได้ในไม่ช้า
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดในการสู้ศึก
หนึ่ง ปรับเกณฑ์การตรวจคัดกรองโควิดใหม่ โดยอนุญาตให้ทุกคน ที่มีประวัติเสี่ยง สามารถเข้าถึงการตรวจได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการ หรือหากมีอาการที่คล้ายไข้หวัดก็สามารถตรวจได้เลย
สอง ปรับเกณฑ์ให้ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล และต้องทำการผ่าตัดหรือเข้านอนโรงพยาบาล ควรได้รับการตรวจโควิดทุกราย
สาม ขยายจุดบริการตรวจให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ หากทรัพยากรไม่พอ ให้ครอบคลุมพื้นที่ชายแดน และเขตเมืองในจังหวัดต่างๆ ทั้งในรูปแบบสถานพยาบาล และแบบอื่น เช่น โมบายยูนิต บูธ คลินิก ฯลฯ โดยจัดระบบจัดเก็บ/ส่งต่อสิ่งส่งตรวจไปยังแหล่งรับตรวจ
สี่ ออกแคมเปญรณรงค์ให้ทราบพื้นที่เสี่ยง ลด ละ เลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น และประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ นั้นร่วมกันป้องกันพื้นที่ของตนเองไม่ให้เกิดการระบาด โดยการใส่หน้ากาก 100% ล้างมือ อยู่ห่างๆ และจำกัดการบริการในแหล่งที่มีความเสี่ยงสูง ยอมลำบากสักสองสัปดาห์ ดีกว่าลำบากระยะยาว
หากเหลียวมองสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อตอนนี้ เป็นเลขสองหลักมา 5 วันติดกันแล้ว เป็นครั้งแรกนับจาก 27 เมษายน 2563
วินาทีนี้ เชื้อไฟของการระบาดมีพร้อมแล้ว ทั้งเคสติดเชื้อที่มีอาการ ประวัติตะลอนไปทั่วทั้งบนบก บนอากาศ ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งแหล่งท่องเที่ยวโล่งแจ้ง และสถานบันเทิงเสี่ยงสูง พร้อมพฤติกรรมที่ไม่ป้องกันตัวหลายรูปแบบ…
เหลือเพียง รอให้มีสะเก็ดไฟกระเด็นมาลงที่เชื้อเท่านั้น
สิ่งที่เราทำได้คือ ต้องสู้ยิบตา ป้องกันให้เต็มที่
รัฐควรสังคายนานโยบายและมาตรการต่างๆ ให้ถูกทิศถูกทาง ไม่ไล่ตามปัญหา และไม่รนหาความเสี่ยงมาเข้าประเทศ โยนความคิดลดวันกักตัว กักบ้างไม่กักบ้าง หรือไม่กักตัวลงถังขยะ ชะลอแนวคิดการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศเพื่อหาเงิน
ส่วนประชาชนอย่างพวกเรา ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พบคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจรเสี่ยงสูง เป็นหูเป็นตาสอดส่องสิ่งรอบตัวหรือคนรอบข้าง หากสงสัยให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และคอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบาย ให้หยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา
ตอนนี้เสี่ยงสูงที่จะระบาดซ้ำ…ต้องช่วยกันสู้ ไม่รอวันจบ
เราต้องอยู่รอดปลอดภัยไปด้วยกัน…
ด้วยรักต่อทุกคน