คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างรุนแรง และส่งผลสะเทือนต่อองค์กรของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือโอเปก อย่างรุนแรง
“โอเปก” ที่กลายเป็นโอเปก-พลัส มาตั้งแต่ปี 2016 เมื่อ “ซาอุดีอาระเบีย” ที่เป็นแกนนำของโอเปก จับมือประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มอย่างรัสเซีย จัดการกับผู้ผลิตน้ำมันจากหินน้ำมันในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับเกือบ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2014 ร่วงลงมาเหลือเพียง 29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “โอเปก-พลัส” เมื่อต้นปีนี้ แตกต่างไปจากที่เคยพบเจอมา ความล้มเหลวของการประสานงาน สร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กร ในยามที่วิกฤตทำให้ความต้องการน้ำมันร่วงลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิด “สงครามราคา” ที่ลงเอยด้วยการทำให้ราคาน้ำมันเวสต์เทกซัส “ติดลบ” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คลังเก็บน้ำมันสำรองแทบไม่หลงเหลือพื้นที่รองรับ
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็น “บทเรียนราคาแพง” ของโอเปก-พลัส และส่งผลให้เกิดความตกลงภายในกลุ่มลดปริมาณการผลิตลงถึงเกือบ 10% ต่อวันในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หรือปรับลดลงมากถึง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของโอเปกภายใต้สถานการณ์ใหม่คือ แม้ว่าการปรับลดการผลิต “มหาศาล” แต่ชาติสมาชิกกลับปฏิบัติตามเงื่อนไขและโควตาได้แทบจะ 100% ซึ่งในอดีตน้อยครั้งที่จะทำได้ เพราะมักมีการลักลอบผลิต การทะเลาะเบาะแว้ง ในแทบทุกครั้ง
เหตุผลของการปฏิบัติตามเงื่อนไขครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความกลัวต่อการเกิด “สงครามราคา” ครั้งใหม่ขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะโอเปก สามารถบังคับใช้กลไกในการควบคุมชาติสมาชิกได้เป็นครั้งแรก
กลไกดังกล่าวบังคับให้ชาติสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตาม ต้องชดเชยด้วยการผลิตต่ำกว่าระดับโควตาที่ได้รับตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่โอเปกเคยมีในการจัดการกับการลักลอบผลิตเกินโควตา
ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงทำให้โอเปกมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ยังส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันมีเสถียรภาพระดับหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา
แต่ปัญหาใหญ่สำหรับโอเปกก็ยังคงอยู่ ความคาดหวังต่อตลาดน้ำมันดิบไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ไม่มีใครแน่ใจว่าความต้องการน้ำมันจะกลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนก่อนการระบาดหรือไม่ เมื่อการระบาดสิ้นสุด หรือวัคซีนกระจายไปทั่วโลกแล้ว
โควิด-19 ได้เร่งความเร็วของแนวโน้มบางอย่างที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งและรูปแบบของการทำงานให้รวดเร็วขึ้น ความจำเป็นในการเดินทางลดน้อยลง ความจำเป็นในการต้องเข้าในออฟฟิศก็ลดน้อยลง พร้อม ๆ กับความต้องการน้ำมันลดลง
ในอีกทางหนึ่งแนวโน้มพลังงานทางเลือกที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” กลับมาอยู่ในกระแสแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังชัยชนะในการเลือกตั้งของ “โจ ไบเดน” ที่สหรัฐอเมริกาประกาศจะทำให้สหรัฐเป็นชาติ “เศรษฐกิจสีเขียว” สอดคล้องกับเขตเศรษฐกิจอื่น รวมทั้งจีนและสหภาพยุโรป
สะท้อนให้เห็นความจริงว่า ความต้องการน้ำมันของโลกมีแต่จะลดน้อยลง แม้ว่าในระยะใกล้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับการแจกจ่ายวัคซีน ว่าจะแพร่หลายทั่วโลกได้เร็วแค่ไหน
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การประชุมครั้งล่าสุด โอเปกตัดสินใจเพิ่มกำลังผลิต 500,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ ม.ค.ปีหน้าและซาอุฯ ก็ขยับราคาน้ำมันที่ขายให้ชาติเอเชียสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า ซาอุฯมั่นใจกับแนวโน้มความต้องการน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นในระยะใกล้ จากการขยายตัวเศรษฐกิจในเอเชียหลังโควิด
แต่ในระยะยาว ปริมาณการผลิตน้ำมันจำเป็นต้องปรับตัวตามความต้องการอย่างทันท่วงที ไม่สูงเกินความต้องการมากไป จนเป็นเหตุให้ราคาร่วงลงต่ำอีกครั้ง และต้องไม่น้อยเกินไปจนไม่สามารถสนองความต้องการได้ ซึ่งรังแต่จะทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐฟื้นตัวกลับมาสร้างความยุ่งยากให้โอเปกอีกครั้ง
โอเปก ไม่สามารถทำตัวเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันสูงสุดเหมือนอย่างที่ผ่านมาได้อีก แต่ต้องเป็นผู้กำหนดแนวรับของราคา ไม่ให้ตกต่ำกว่าที่ต้องการ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคาน้ำมันหลังโควิดสิ้นสุดลง
ขณะเดียวกันต้องเริ่มปรับตัวเอง รองรับกับเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยน ลดหรือเลิกยึดถือและพึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันของประเทศลง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดวิกฤตภายในประเทศนั่นเอง