Skip to content

วิชัย ทองแตง สนลงทุน “ถุงมือยาง” ภาคใต้ รับอานิสงส์มาเลย์ปิดโรงงาน

12 ธ.ค. 2563 | 16:41น.
วิชัย ทองแตง สนลงทุน “ถุงมือยาง” ภาคใต้ รับอานิสงส์มาเลย์ปิดโรงงาน

ไทยเนื้อหอมหลัง “ท็อปโกลฟ” ยักษ์ถุงมือยางมาเลเซียปิดชั่วคราวจากปัญหาโควิด-19 ส่งผลให้ออร์เดอร์ทะลัก-นักลงทุนมาเลเซียขยับฐานการผลิตเข้าไทย ลดความเสี่ยงทั้งในแง่ของวัตถุดิบและแรงงาน ด้านสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทยชี้เป็นโอกาสยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางโลก จากปัจจุบันอยู่อันดับ 2 เป็นรองแค่มาเลเซีย

การปิดตัวลงชั่วคราวของโรงงานท็อปโกลฟ (Top Glove) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถุงมือยางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จำนวน 28 แห่งในเมืองกลัง รัฐสลังงอร์ มีกำลังการผลิตประมาณ 90,000 ล้านชิ้น หลังจากพบปัญหามีคนงานติดไวรัสโควิด-19 มากกว่า 1,067 คน ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโรงงานผลิตถุงมือยางในประเทศไทย ทั้งในแง่ของ “คำสั่งซื้อ”ที่ทะลักเข้ามา ไปจนกระทั่งถึงการขยายกำลังการผลิต การย้ายฐานการผลิตบางส่วน และการตั้งโรงงานใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการรวมศูนย์การผลิตเอาไว้ที่เดียวกัน

SGMP ทุนมาเลย์เข้าสงขลา

แหล่งข่าววงการถุงมือยางกล่าวว่า ในระยะหลังได้เห็นแนวโน้มการขยายกำลังผลิตถุงมือยางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากความต้องการถุงมือยางทางการเเพทย์จากสถานการณ์โควิด-19โดยนักลงทุนรายใหม่ ๆ ที่เข้ามาในพื้นที่จะเข้ามาในลักษณะของการ “เทกโอเวอร์”โรงงานยางทางภาคใต้ของไทย เช่น บริษัท เอสจีเอ็มพี จำกัด (SGMP) ของมาเลเซีย ที่เข้ามาลงทุนที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

“มาเลเซียถือเป็นประเทศผู้ผลิตถุงมือยางอันดับ 1 ของโลก มีการขยายกำลังการผลิตและรัฐบาลสนับสนุนด้านนี้เต็มที่ โดยจะมีกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ครองตลาดอยู่ 2 กลุ่ม คือ บริษัท Hartalega ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกในด้านถุงมือไนไตรล์ หรือยางสังเคราะห์ กับบริษัท Top Glove ผู้ผลิตถุงมือยางธรรมชาติ ทั้ง 2 กลุ่มมีการเข้ามาตั้งเครือข่ายโรงงานในภาคใต้ของไทยหลายสิบปีแล้ว” แหล่งข่าวกล่าว

สอดคล้องกับ นายหลักชัย กิตติพลนายกกิตติมศักดิ์สมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำยางข้นในการผลิตถุงมือยางของตลาดโลกยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่า “ตลาดถุงมือยางช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้น” ส่วนใหญ่ที่ชัดเจนแล้วจะเป็นการขยายการลงทุนผลิตถุงมือยางในโรงงานเดิม บางส่วนก็มีการติดต่อจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างมากที่จะเข้ามาตั้งโรงงานยางในประเทศไทย แต่ยังไม่มีความชัดเจน อาทิ มาเลเซีย ยังคงเป็น Top Glove ลงทุนมานานแล้ว ดังนั้น ส่วนตัวแล้วมองว่าการลงทุนโรงงานถุงมือยางในไทยต้องใช้งบประมาณและต้องประเมินความคุ้มค่าอย่างมาก

วิชัย ทองแตง โผล่สนใจ

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาสภาการยางแห่งประเทศไทย (สภยท.) กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับ Top Glove ทำให้มีนักลงทุนเป็นจำนวนมากจากทั้งในประเทศและต่างประเทศแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนทำถุงมือยางในประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุดิบยางเป็นอันดับ 1 ของโลก ทั้งในรูปแบบการย้ายฐานการผลิตหรือมีนักลงทุนจากประเทศมาเลเซียเข้ามาลงทุนทางภาคใต้ของไทย แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ “ไม่เฉพาะนักลงทุนจากต่างประเทศที่สนใจจะเข้ามาลงทุน นักลงทุนไทยเองอย่าง นายวิชัย ทองแตง ผู้บริหารเครือข่ายโรงพยาบาลก็ให้ความสนใจ โดยมีการนัดหมายปรึกษาหารือกับคณะในวันที่ 19 ธันวาคมนี้”

ด้าน นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการกลุ่มทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปยางส่งออกรายใหญ่ภาคใต้ กล่าวว่า แม้ Top Glove มาเลเซีย จะปิดตัวลงชั่วคราว แต่โรงงานเครือข่ายในไทยอีก 2 แห่งที่จังหวัดสงขลา ก็ได้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนโรงงานในมาเลเซียที่ปิดตัวลง

หวังไทยเป็นศูนย์กลางผลิต

ด้าน นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล นายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางในตลาดโลกปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 20% หรืออยู่ที่ราว 360,000 ล้านชิ้น และคาดว่าในปีหน้า ความต้องการจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 10% จึงถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยผู้ผลิตถุงมือยางของไทย ในการขยายตลาดเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตถุงมือยางจำนวน 19 โรงงาน กำลังการผลิตรวมประมาณ 46,000 ล้านชิ้น และกว่า 90% ของถุงมือยางของไทยที่ผลิตได้เป็นการส่งออกขายต่างประเทศถือเป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ตาม สมาคมเตรียมผลักดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยให้ขยายการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทุกด้านเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลก รองรับความต้องการใช้สินค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 20% จากปัจจุบัน 15% พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก โดยอยากให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนขยายกำลังการผลิตให้ไทยสามารถดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้เพิ่มขึ้น

“เรามุ่งหวังที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก หลังจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่างมาเลเซียและจีนได้ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะจีนสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกในระดับใกล้เคียงกับประเทศไทยแล้ว” นายวีรสิทธิ์กล่าว

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานยอดส่งออกถุงมือยางในช่วง 10 เดือนแรก(ม.ค.-ต.ค.) 2563 มีมูลค่า 53,803.15 ล้านบาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 72.48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดส่งออกสำคัญคือ สหรัฐ มูลค่า 20,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.29%, สหราชอาณาจักร 3,953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 941.72%, ญี่ปุ่น 2,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.17%, จีน 2,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131.60% และเยอรมนี 2,497 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 59.86% (หน้า 1, 9)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ถุงมือยาง