‘ไอ้ไข่’ ดัชนีชี้เศรษฐกิจ
คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ สาโรจน์ มณีรัตน์
ก่อนน้ำจะท่วมหลายอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมมีโอกาสลงไปทำงาน และเที่ยวตามวัดต่าง ๆ ในอำเภอสิชลก่อนหน้านั้นราว 1 อาทิตย์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าวัดที่ดังแห่งหนึ่งในอำเภอสิชล ถึงขนาดกลายเป็น “วัดห้ามพลาด” สำหรับนักท่องเที่ยวคือ “วัดเจดีย์” หรือที่หลายคนเรียกว่า “วัดไอ้ไข่”
ผมเองไม่เคยไป
ได้ยินแต่ชื่อเสียงว่าถ้าใครไปวัดนี้ ต้องไปขอพร “ไอ้ไข่” ให้ถูกหวย หรือประสบโชคลาภจากการทำงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น เมื่อมีคนพาไปเที่ยวก่อนจะทำงานในวันรุ่งขึ้น คณะของพวกเราหลายคนจึงค่อนข้างตื่นเต้น
หลายคนเปรยให้ได้ยินว่า…พอพี่น้องเพื่อนฝูงในที่ทำงานรู้ว่ามาวัดไอ้ไข่ ต่างฝากกันเช่าเครื่องรางของขลังกันหลายอย่าง ทั้งเหรียญ, รูปหล่อ, ผ้ายันต์, ล็อกเกต และอะไรอีกมากมาย แต่ผมไม่ได้บอกใครสักคนว่า…ไป
เพราะกลัวคนจะฝากเหมือนกัน
ขี้เกียจถือ ขี้เกียจแบก
ชอบไปไหนแบบสบาย ๆ
ที่สำคัญ ผมเป็นคนไม่ค่อยมีดวงเกี่ยวกับเรื่องอะไรพวกนี้ด้วย จึงไม่สนใจ เพราะคิดแต่เพียงว่ามีโอกาสไปวัดก็ดี จะได้ไหว้พระในโบสถ์ และทำบุญด้วยการถวายปัจจัยค่าน้ำค่าไฟให้วัดบ้างก็น่าจะเพียงพอแล้ว
พอถึงเวลานัดหมายที่สนามบินดอนเมือง ผมค่อนข้างแปลกใจ แม้จะอยู่ในช่วงโควิด-19 แต่ปรากฏว่า ไฟลต์บินไปลงนครศรีธรรมราชมีผู้โดยสารเยอะมาก ขณะที่ไฟลต์บินไปอีสาน และภาคเหนือที่อยู่เกตใกล้ ๆ กันกลับมีผู้โดยสารบางตา
ยิ่งเมื่อไปถึงสนามบินนครศรีธรรมราชก็จะมีรถตู้โดยสารรอรับนักท่องเที่ยวจอดอยู่หลายคัน จนทำให้เห็นความคึกคัก และเท่าที่สอบถามจากคนขับรถตู้คันที่ผมนั่งเขายอมรับว่าตั้งแต่ “ไอ้ไข่” วัดเจดีย์ดัง ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่มากันค่อนข้างมาก
จนทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดดีขึ้นอย่างทันตาเห็น
คงจะจริง
เพราะระหว่างนั่งรถไปวัด น้องคนหนึ่งที่นั่งใกล้ ๆ กันบอกพวกเราว่าเมื่อก่อนทางเข้าวัดมีแต่ป่า กับสวนยาง นาน ๆ ถึงจะมีบ้านสักหลัง แต่ตอนนี้มีแต่ร้านขายของเซ่นไหว้พรึ่บเต็มไปหมด และของที่ขายส่วนใหญ่มักจะเป็นไก่ปูนปั้นหลายขนาด ตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงตัวใหญ่ ๆ สูงถึง 200 กว่าเซนติเมตร
ทั้งยังมีรถตู้หลายคันจอดแวะซื้ออีกด้วย
นอกจากนั้น ก็มีร้านกาแฟ ร้านอาหารผุดเรียงรายตลอดสองข้างทาง ประเมินจากสายตาก็รู้ว่า “ไอ้ไข่” ได้สร้างปาฏิหาริย์ให้ชุมชนเหล่านั้นเศรษฐกิจดีขึ้นจริง ๆ ยิ่งเมื่อไปถึงวัด รถตู้ รถเก๋ง รถบัสจอดเรียงรายเต็มลานจอดรถ
ทั้ง ๆ ที่เป็นวันธรรมดา
แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ทราบข่าวว่ารถติดยาวเป็นกิโล ๆ จนทำให้นึกเล่น ๆ ว่าเรื่องของโชคลาภนี่ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ ต่อให้ไกลแค่ไหน ก็ยังมีคนดั้นด้นมา โดยเฉพาะกับคนไทยที่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
ยิ่งมาบวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ผจญอยู่ในช่วงโควิดอย่างนี้ด้วย
หลายคนต้องการทางออก
ต้องการโชคลาภมาช่วยทำให้ตัวเอง และครอบครัวดีขึ้น
ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้ความหวังของพวกเขาเป็นจริง คงต้องดั้นด้นมาขอโชคลาภจาก “ไอ้ไข่” และไม่เฉพาะแต่คนอื่น ๆ เท่านั้น หากคณะของผมที่ไปกันเกือบ 10 คนก็ต่างพนมมือขอพร “ไอ้ไข่” กันทั้งหมด ทุกคนทำปากขมุบขมิบ จากนั้นจึงวางดอกไม้ธูปเทียน พร้อมกับกราบไหว้อย่างมีความหวัง
แต่ผมแยกเดินเข้าไปในโบสถ์เพื่อไปไหว้พระขอพร และถวายปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงในตู้บริจาคค่าน้ำค่าไฟให้วัด เท่านี้ผมก็สุขใจแล้ว และไม่ทันที่จะเดินออกมาก็ไปเห็นรูป “ไอ้ไข่” อยู่ด้านซ้ายของโบสถ์อยู่ 3 องค์
ว่ากันว่าองค์จริงทำจากไม้แกะสลัก ส่วนอีก 2 องค์น่าจะเป็นประติมากรรมสัมฤทธิ์ รวมถึงรูปปั้นใครอีกคนหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นผู้แกะสลักรูป “ไอ้ไข่” จากความฝันของเขา
ผมเดินเข้าไปสังเกตดูใกล้ ๆ
ถ่ายรูปไว้ด้วย
จากนั้นจึงเดินออกมาถ่ายรูปเล่นอีกสักพัก แล้วคณะของพวกเราก็รีบตรงไปร้านขายเครื่องรางของขลังรูปไอ้ไข่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผมถามแม่ค้าเล่น ๆ ดูว่า…ต่ำสุดราคาเท่าไหร่ ?
“500 บาท” เธอบอกผม พร้อมกับชี้ให้ดู
ผมพิจารณาก็เห็นว่าแค่รูป 1 นิ้วอัดใส่กรอบพลาสติกนี่นะ 500 บาท
ผมเลยถามต่อว่า…แล้วสูงสุดเท่าไหร่ ?
2 ถึง 3 หมื่นบาทก็มี
นอกนั้นก็ราคาหลักพัน และหลายพันขึ้นไป
ผมไม่ได้เช่ามาหรอกครับ
แต่ไม่รู้ในคณะของพวกเรา ใครเช่ามาบ้าง เพราะออกมาก่อน จนทำให้ผมอดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า…ต่อให้แพงเท่าไหร่ ถ้าเขาศรัทธา เขาก็ศรัทธา และความศรัทธาไม่มีถูก หรือผิด ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
ซึ่งเหมือนกับใครหลายคนที่ต่างมาขอเลขเด็ดจาก “ไอ้ไข่” และผมก็ไม่รู้ว่าคณะของพวกเราใครถูกหวยในงวดต่อมาหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ “วัดเจดีย์” หรือ “วัดไอ้ไข่” เศรษฐกิจดีขึ้นจริง ๆ ทั้งยังทำให้ชุมชนโดยรอบ ๆ วัดพลอยได้รับอานิสงส์จาก “ไอ้ไข่” ไปด้วย
จนกลายเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่น่าสนใจทีเดียว