Skip to content

ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ ธปท.จ่องัดมาตรการเพิ่มรับมือเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

23 ธ.ค. 2563 | 16:59น.
ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ ธปท.จ่องัดมาตรการเพิ่มรับมือเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

ซีไอเอ็มบีไทย มอง ธปท.เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมหลังเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน หรือ double-dip recession จากเหตุการณ์ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ กระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ พร้อมลดดอกเบี้ย 0.25% พร้อมอัดฉีดสภาพคล่องพยุงธุรกิจ-ครัวเรือน

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า กนง.มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี พร้อมปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นจาก -7.8% เป็น -6.6% จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกที่ดีขึ้นกว่าคาด แต่ที่น่ากังวลคือการส่งสัญญาณของ กนง.ว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคาดในปีหน้า โดย กนง.ได้ปรับลดการคาดการณ์จาก 3.6% เป็น 3.2% โดยให้น้ำหนักการล่าช้าในการกลับมาของนักท่องเที่ยว และมองว่าปลายปีหน้าคนไทยราว 20% จะได้รับวัคซีน ซึ่งอาจทำให้เรายังไม่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวมากนัก

อมรเทพ จาวะลา

อย่างไรก็ดี เราตีความว่าทาง ธปท. ยังไม่ได้ให้น้ำหนักการกลับมาระบาดของโควิด-19 มากนัก เห็นได้จากการที่คาดว่าการบริโภคเอกชนยังเติบโตได้ดีขึ้นกว่าที่คาดไว้เดิม การส่งออกสินค้าเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การส่งออกบริการ หรือการท่องเที่ยวยังเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยได้อยู่ในปีหน้า

ซึ่งหากการระบาดรอบนี้ของไทยนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีหน้าเทียบไตรมาสสี่ปีนี้ หรือ double-dip recession เราอาจเห็น กนง. ออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม แต่ที่ยังไม่ทำอะไรในรอบนี้ เพราะ ธปท.อาจรอมาตรการทางการคลังเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อน ไม่ว่าจะชดเชยรายได้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบกรณีมีคำสั่งให้ล็อกดาวน์อย่างไร หรือจะมีมาตรการลดรายจ่ายคนอย่างไร

ทาง ธปท.อาจรอความชัดเจนนี้ก่อนผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม และเราเชื่อว่าทาง ธปท.ยังทำได้ด้วยขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน อีกทั้ง กนง.ดูจะห่วงปัญหาบาทแข็งที่อาจกระทบความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออก และปัญหาสภาพคล่องที่แม้มีมากในระบบการเงิน แต่ยังไม่ช่วยเหลือธุรกิจ SME มากนัก

เรามองว่าในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า หากการกลับมาระบาดของโควิดมีผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ทาง กนง.อาจมีการประชุมฉุกเฉินเพื่อออกมาตรการเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบประชุมปกติรอบหน้า เพื่อบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจและลดความรุนแรงต่อปัญหาการว่างงานและสภาพคล่องในธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนที่มีรายได้น้อ

1.ลดดอกเบี้ยที่จัดเก็บเข้ากองทุนฟื้นฟูลง 0.23% เหลือ 0 เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ลดภาระหนี้ให้ลูกค้า

2. ผ่อนคลายเกณฑ์อัดฉีดสภาพคล่อง หรือ soft loan ช่วย SME

3. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 0.25% เพื่อลดผลกระทบการล็อกดาวน์ ลดภาระดอกเบี้ย เพิ่มสภาพคล่อง

4. ขยายมาตรการพักชำระหนี้ครัวเรือนและ SME เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาในการปรับโครงสร้างหนี้ และช่วยบรรเทาปัญหาทางการเงินในช่วงที่ขาดรายได้

5. ธปท.เตรียมอัดฉีด QE เข้าระบบเพิ่มเติม และทำมากกว่าการซื้อหุ้นกู้เอกชน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME และอาจซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อให้คลังกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ อีกทั้งน่าจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทในปีหน้าได้ด้วย

โดยสรุป นโยบายการเงินยังไม่ถึงทางตัน แต่รอให้คลังเดินหน้าก่อน พร้อมประเมินผลกระทบและความรุนแรงของการระบาดโควิดรอบนี้ แต่ ธปท.ยังเหลือเครื่องมือมาพยุงเศรษฐกิจได้อยู่ แต่จะใช้อะไรบ้าง และแค่ไหน มากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมการระบาดในประเทศ แต่เราน่าจะได้เห็นนโยบายเชิงรุกในเร็ว ๆ นี้