พสกนิกรทยอยปักหลักชมซ้อมใหญ่ริ้วขบวนฯ ตั้งแต่เที่ยงของวันที่ 20
เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเดินทางมาชมการซ้อมใหญ่เสมือนจริงริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศครั้งที่ 3 ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูจุดคัดกรอง 9 จุด ได้แก่ บริเวณแยกสะพานมอญ ท่าช้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม่พระธรณีบีบมวยผม ถนนกัลยาณไมตรีแยกสะพานช้างโรงสี แยกวัดพระเชตุพนฯ ท่าพระจันทร์ และใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยบริเวณที่หน้าศาลฎีกา ซึ่งเป็นบริเวณตรงข้ามกับพระเมรุมาศ เป็นจุดที่สามารถชมริ้วขบวนได้สวยงามที่สุด ประชาชนต่างมาต่อคิวเข้าจุดคัดกรองบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผมตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 20 ตุลาคม หลายคนเดินทางมาหลังเลิกงานเพื่อเข้าคิวข้ามคืนให้ได้ตำแหน่งดีที่สุดในการชมริ้วขบวน

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนผ่านจุดคัดกรองเข้ามาในพื้นที่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำรั้วมากั้นในแต่ละจุดเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีพื้นที่สำหรับประชาชนจิตอาสาและเจ้าหน้าที่เดินด้านหลัง หากประชาชนคนได้ออกจากจุดกั้นรั้วจะต้องปั้มหมึกที่แขนเพื่อเป็นการแสดงตนว่าได้ผ่านจุดดังกล่าวแล้ว จึงสามารถเข้าไปพื้นที่เดิมได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่นานประชาชนก็จับจองเต็มพื้นที่ทางเท้าตั้งแต่ศาลฎีกา เรื่อยมาจนถึงศาลหลักเมือง ทำเนียบองคมนตรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ดูแลด้วยความเรียบร้อยและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเดินแนะนำข้อปฏิบัติตลอดเส้นทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่บริเวณวงเวียนหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ประชาชนต่างทยอยมาต่อแถวบริเวณจุดคัดกรองแยกสะพานมอญตั้งแต่ 22.00 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม ยิ่งดึกประชาชนยิ่งคับคั่งจนแถวยาวไปหลายกิโลเมตร เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาต่างเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ โดยจับจองที่นั่งบนฟุตบาธตลอดเส้นทางที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านและบริเวณสนามหญ้าริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง

จากนั้นเวลา 07.26 น. เจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนจุดคัดกรองที่ 2 หรือจุดบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม ได้เข้ามาชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริมบาทวิถีตลอดแนวนอกเขตราชวัติฝั่งเดียวกับพระเมรุมาศ และบริเวณทางเท้าเกาะกลางพระเมรุมาศและเวทีการแสดงซึ่งรองรับได้ร่วม 20,000 คน ยังความปลื้มปีติแก่ประชาชนเป็นอย่างมากที่ได้ชมอย่างใกล้ชิด แม้จะมีแดดร้อนจัดแต่ประชาชนก็ต่างรู้สึกตื้นตันหน้าที่ตำรวจคอยเดินแนะนำข้อปฏิบัติตลอดเส้นทาง

ขณะที่ นางสาวธนิศา ไชยวงศ์วาน อายุ 55 ปี กล่าวว่า หลังจากเลิกงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมได้รีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อมาถึงบริเวณจุดคัดกรองแม่พระธรณีบีบมวยผม พบว่าแถวยาวมากแล้วเพราะ หลายคนมาตั้งแต่บ่าย ซึ่งเท่าที่ถามสำรวจด้านหน้ามีประชาชนมาเช้าสุดที่เที่ยงวัน จึงได้ต่อแถวเลยคลองหลอดมาสักระยะ เมื่อตัดสินใจว่าจะมาแล้วจึงพยายามศึกษาเส้นทางจากข่าวต่างๆให้มากที่สุด และรีบมาก่อนเวลา 22.00 น. ป้องกันการปิดถนน อยากเข้ามาให้ลึกที่สุดเพื่อดูริ้วขบวนทั้ง 3 ริ้ว อยากเห็นพระยานมาศสามลำคาน พระมหาพิชัยราชรถ และราชรถปืนใหญ่สักครั้งในชีวิต รวมถึงอยากเฝ้าฯพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่เสด็จฯร่วมด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าจะรอนานมาก ไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนแต่เมื่อเข้ามาในพื้นที่ก็ฮึกเหิม รู้สึกอดทนได้และมีกำลังใจ
“ได้มากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมาแล้ว 9 ครั้ง และได้น้อมนำคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ตลอด มีรายได้ก็ใช้จ่ายให้เพียงพอ ที่เหลือเก็บไว้ใช้ในอนาคต ประหยัดต่อไป นางสาวธนิศากล่าว

นางอารียา ปิ่นเกตุ อายุ 77 ปี เดินทางมาจากจังหวัดลพบุรี ด้วยรถไฟตัวคนเดียว กล่าวว่า เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม และมาต่อคิวบริเวณจุดคัดกรองตั้งแต่ เวลา 02.00 น. โดยที่ผ่านมาได้เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพแล้ว 3 ครั้ง กราบสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จำนวน 2 ครั้ง และมาเข้าร่วมดูการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเป็นครั้งแรก ทั้งยังตั้งมั่นว่าจะมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในวันที่ 26 ตุลาคมอย่างแน่นอน
“รู้สึกใจหายทุกครั้งที่ได้มากราบลาพระองค์ ดิฉันไม่กลัวความเหนื่อยยาก เพราะมาด้วยความตั้งใจ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ มาด้วยความคิดถึง คิดถึงพระองค์มาก” อารียากล่าวน้ำตาคลอและว่า
“ทุกวันนี้ก็น้อมนำเอาคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้ตลอดคือ เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักเยอะมาก พอเก็บมาก็เอาแบ่งให้เพื่อนบ้านกิน แจกไป เพราะพระองค์สอนให้เราแบ่งปัน และต้องอดทนด้วย ดูจากที่พระองค์เป็นแบบอย่าง”

นางอภิรดี ประวีณวงศ์วุฒิ อายุ 42 ปี เดินทางมาจากย่านเมืองทองธานี จ.นนทบุรี พร้อมพี่สาว กล่าวว่า สำหรับการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ตนมาร่วมชมเป็นครั้งแรก และที่ผ่านมาเมื่อเว้นว่างจากภาระงานจะมาเข้ากราบสักการะพระบรมศพฯตลอด ทั้งนี้ ในช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจะมาร่วมอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังได้น้อมนำเอาคำสอนของ ในหลวงร.9 มาใช้ในการสอนลูก เช่น เรื่องการซื้อของเล่น ต้องรู้จักพอเพียง ไม่ซื้อเยอะจนเกินไป และหมั่นดูแลรักษาให้ดี เป็นต้น
“ตั้งใจมาด้วยใจจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้เราเรื่องความเพียรและอดทน เพื่อครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่เคยคิดจะท้อถอย” อภิรดีกล่าว

นางสาวปาจรีย์ เทพศิริ อายุ 54 ปี ชาวชุมพร นักการท่องเที่ยวชำนาญการ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มาพร้อมพี่สาว และหลานสาว กล่าวว่า เดินทางจากชุมพรเพื่อมารอชมการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศตั้งแต่บ่ายของวันที่ 20 ตุลาคม โดยพากันนั่งเข้าคิวรอบริเวณริมคลองหลอด ถนนอัษฎางค์ หลับๆ ตื่นๆ เพราะตื่นเต้นที่รุ่งเช้าจะได้ชมริ้วขบวนตามที่ตั้งใจ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วของการซ้อมใหญ่ คิดว่าวันจริง 26 ตุลาคมคงเข้าไม่ถึง เพราะประชาชนคงมากันเป็นจำนวนมาก
“เรามาด้วยใจล้วนๆ ตัวเองเกิดมาทันช่วงที่พระองค์เสด็จฯ ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จำได้ว่าตอนอายุ 7 ขวบ มีครั้งหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ โดยรถไฟมาที่อำเภอหลังสวน จ.ชุมพร ทรงเยี่ยมทุกข์สุขประชาชน พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องไปรับเสด็จ ก็ขอพ่อไปด้วย ก็ถามพ่อว่าในหลวงจะมาบ้านเราไหม พ่อก็บอกว่าท่านจะไปตามที่ที่ประชาชนลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ ความรู้สึกนี้ฝังใจเรามาตลอด ทุกวันนี้พูดถึงพระองค์ไม่ได้ น้ำตาเอ่อทุกที รักพระองค์มาก อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก เชื่อว่าบารมีของพระองค์อยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง คิดว่าคนไทยทุกคนคิดเหมือนกันข้อนี้ เป็นความรู้สึกซาบซึ้ง ส่านตัวลำบากแค่ไหนก็จะมาชมริ้วขบวนให้ได้ บอกหลานด้วยว่า พระองค์ทรงเหนื่อยมา 70 ปี ท่านทำเพื่อคนไทย ใครลำบากก็รีบไปช่วย ให้เขาได้สัมผัสบรรยากาศวันนี้ว่าประชาชนรักท่านแค่ไหน เมื่อหมดรุ่นเราแล้วเขาจะได้มีเรื่องเล่าให้รุ่นต่อๆ ไปได้” พสกนิกรจากชุมพร กล่าว
ที่มา มติชนออนไลน์