“โควิด” ปีแห่งหายนะ
บทบรรณาธิการ
ปี 2563 นับเป็นปีแห่งหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง โดยเหตุแห่ง “หายนะ” ดังกล่าวเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปลายปี 2562 ข้ามมาปี 2563 และกำลังจะต่อไปจนถึงปี 2564
เฉพาะในส่วนของประเทศไทยเองมีคนติดเชื้อสะสมมากกว่า 6,285 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตไป 60 ราย จากการระบาดช่วงแรกในเดือนมีนาคม 2563 ที่ปรากฏผู้ติดเชื้อสูงสุดในวันที่ 22 มี.ค. ถึง 188 ราย จนต้องประกาศมาตรการล็อกดาวน์มากกว่า 1 เดือน สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อจากหลักร้อยลงมาเหลือเลขตัวเดียวได้สำเร็จในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2563 และตามมาด้วยการออกมาตรการผ่อนคลายเปิดให้มีการเดินทางเข้าประเทศควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเปิดกว้างในการจัดกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจกันอย่างคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง
ความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยโดยใช้เวลาไม่กี่เดือนได้ถูกนำไปเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่น ๆ ในโลก ท่ามกลางการแซ่ซ้องสรรเสริญจากนานาชาติจนถึงขั้นถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ฟื้นตัวและรับมือโควิด-19 ที่ดีที่สุดในโลกและดูเหมือนว่า ผู้นำในรัฐบาลไทยเองก็น้อมรับคำสรรเสริญดังกล่าวจากการตอกย้ำภาพแห่งความสำเร็จด้วยความยินดีปรีดา จนบางคนในคณะรัฐบาลถึงกับหล่นคำพูดออกมาว่า “โควิดกระจอก”
ทว่าความหลงระเริงในความสำเร็จกลับตามมาด้วยความประมาทอย่างร้ายแรง จากการที่รัฐบาลมุ่งไปที่การลดมาตรการควบคุมโรคให้อยู่ในลำดับที่ “ต่ำกว่า” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจนผู้คนในประเทศหลงลืม “ไทยชนะ” ไม่เอาใจใส่ต่อมาตรการเว้นระยะห่าง ไม่มีการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ในขณะที่เมียนมาเกิดการระบาดของโควิดอย่างหนักพร้อมที่จะข้ามแดนมาสู่ประเทศไทย
สถาบันทางการแพทย์ชั้นนำในประเทศได้ออกมาเตือนต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่พร้อมระบาดข้ามแดนครั้งใหญ่ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับไม่นำพาที่จะเอาใจใส่อย่างจริงจังกับปัญหาแรงงานเถื่อนที่มีการดำเนินการอย่างเป็น “กระบวนการ”
จนกลายมาเป็นการระบาดครั้งใหญ่เพียงแค่ข้ามคืนที่ตลาดกลางกุ้งทะเลไทย มหาชัย ศูนย์กลางแรงงานเมียนมาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมมีผู้ติดเชื้อเพียงวันเดียวทวีขึ้นไปมากกว่า 500 คน ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 30 ธันวาคม มีผู้ติดเชื้อจากการระบาดระลอกสองไปแล้วมากกว่า 2,300 คน
ส่งผลให้การฟื้นตัวของประเทศหยุดชะงักลง และไม่แน่ว่าจะต้องกลับไปนำมาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศกลับมาใช้อีก จากข้อเท็จจริงที่ว่า ไวรัสโควิดนั้น “ไม่กระจอก” ท่ามกลางความไม่รู้จนกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ประเทศไทยไม่รู้จักจำ