จุดเสี่ยงระลอกใหม่ “ประยุทธ์” เสื่อมศรัทธารัฐบาล โรคระบาด ม็อบราษฎร
รายงานพิเศษ
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 2 สมัย คนที่ 29
ในห้วงรอยต่อปี 2563-2564 นอกจากเผชิญมรสุมการเมือง ม็อบขับไล่แทบวันเว้นวัน ยังถูกโควิด-19 กระหน่ำซ้ำรอบ 2 หนักยิ่งกว่าการระบาดรอบแรก
คู่ขนานกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังต่ำแล้วต่ำอีกยังไม่เงยหัว จนรัฐบาลไม่กล้าใช้ยาแรงล็อกดาวน์ทั่วประเทศ เพราะหวั่นกลายเป็นล็อกดาวน์เศรษฐกิจให้พังพินาศ
ขณะที่ “ไม้แข็ง” กฎหมายด้านความมั่นคงกำลังถูกท้าทายทั้งม็อบการเมือง และม็อบปากท้องที่ส่อแววจะอุบัติ “พล.อ.ประยุทธ์” จะไปต่ออย่างไร
ล็อกเป็นพื้นที่ เยียวยาต้องทั่วถึง
“นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” แกนนำกลุ่มแคร์-พรรคเพื่อไทย แนะคนไทย-รัฐบาลว่า โควิดระลอกที่ 2 ต้องไม่กลัว แต่จะต้องไม่ประมาท สถานการณ์ปัจจุบันวันนี้ต่างจากที่คุ้นเคยในเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 พอสมควร เพราะโรคมีการกลายพันธุ์ เช่น ที่ต้นตออู่ฮั่น ประเทศจีน มีเสียชีวิต 5-6% ของไทยอยู่ในระดับ 2% แต่ถึงวันนี้อัตราเสียชีวิตโดยโควิด-19 ลดลงไปมาก ในเพื่อนบ้านเราสิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อ 58,000 คน เสียชีวิต 29 คน คิดเป็นร้อยละ 0.05 หรือมาเลเซียมีผู้ติดเชื้อ 1 แสนคน เสียชีวิต 340 คนหรือร้อยละ 0.03 ลดลงจากรอบแรก 5 เท่า
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงเพราะตัวไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ สายพันธุ์ไหนทำให้ผู้ป่วยไม่ป่วยเลย สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ แต่การแพร่กระจายจะเยอะกว่า เช่น สายพันธุ์อังกฤษ อัตราการเสียชีวิตน่าจะน้อยกว่าที่เราเจอช่วงต้นปี 2563 นอกจากนี้ ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยก็พร้อมกว่าปี 2563 การคัดกรองสามารถทำได้วันละหมื่นกว่าตัวอย่าง ความกลัวน่าจะลดลง
แต่การจัดการที่เป็นอยู่ล็อกเป็นจุด ๆ บางพื้นที่อย่างที่รัฐบาลทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การล็อกหว่านแหทั้งประเทศไม่จำเป็นอีกแล้ว ไม่ได้ประโยชน์ในการป้องกันเชิงระบาดวิทยา แต่การล็อกเอาจริงเอาจังอย่างเข้มงวดเท่านั้นที่จะป้องกันโรคระบาดได้
แต่จุดเริ่มต้นเรามีระลอกที่ 2 เกิดขึ้นเพราะนำเข้าแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย เรามีมาตรการคัดกรองต้องถูกกักตัว 14 วัน แต่ปรากฏว่ามีการนำแรงงานเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ ต้องมีเส้นสนกลใน มีคนที่นำพาเข้ามา คำถามคือคนที่นำพาแรงงานเข้ามาได้รับการลงโทษหรือยัง ก็ยังไม่เห็นชัด
ส่วนเรื่องบ่อน ซึ่งเป็นจุดของการระบาดในช่วงถัดมา ถ้าหากรัฐบาลตื่นตัวมองเห็นภัยของเรื่องนี้ต้องล็อกตั้งแต่ช่องทางธรรมชาติไม่ให้การลักลอบนำแรงงานต่างชาติเข้ามา นอกจากนี้ เรื่องบ่อนเกิดขึ้นที่ จ.ระยอง ทำไมไม่ไปควานหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ที่ประกาศล็อกสถานบันเทิง ล็อกโรงเรียน แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องล็อกบ่อนอย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่ล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดทั้งประเทศ แต่ต้องลงถึงพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยง
“ส่วนที่สำคัญเมื่อมีการล็อกดาวน์แม้ไม่เป็นการหว่านแห แต่คนที่ได้รับผลกระทบก็ได้รับผลกระทบจริง รัฐบาลจะบอกเฉย ๆ ว่าไม่ให้ทำกิจกรรม แต่รัฐบาลยังไม่มีการพูดถึงการเยียวยา ทั้งที่คนเหล่านี้ยอมเจ็บปวดเพื่อให้การระบาดสิ้นสุดลง” นพ.สุรพงษ์กล่าว
ภูมิคุ้มกันเสื่อม
อีกด้าน “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งปัจจุบันประจำการอยู่ในพรรคเพื่อไทย เป็นหัวหอกคิดนโยบายด้านความมั่นคงในพรรค มองเชิงการเมืองว่า ขณะนี้ต้นทุน-ภูมิคุ้มกันของ พล.อ.ประยุทธ์กำลังจะหมด
ภูมิคุ้มกันนายกฯที่เป็นภูมิคุ้มกันหลัก คือ ฝ่ายความมั่นคงเสื่อมลง ควบคู่กับด้านอื่น เช่น เศรษฐกิจที่เสื่อมอยู่แล้ว เมื่อจุดแข็งด้านความมั่นคงเสื่อมลงก็จะทำให้สภาพแวดล้อมทางการเมืองพลิกผัน หากรัฐบาลยังแก้เรื่องการระบาดไม่ตกและลามหนักก็จะต่อเนื่องไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจเดือนกุมภาพันธ์ที่พรรคการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องดูทิศทางลมว่าจะทำอย่างไรต่อ
“จุดแข็งด้านความมั่นคงที่ใช้เป็นข้ออ้างในการควบคุมต่าง ๆ คนจะไม่ให้เครดิตเพราะความมั่นคงกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง ที่ผ่านมาที่นายกฯอยู่ได้เพราะกองทัพและฝ่ายความมั่นคงเป็นกองหลัง แม้แต่ตอนนี้ก็ยังใช้ความมั่นคงนำด้านสาธารณสุข ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแทนที่จะใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ เมื่อกฎหมายความมั่นคงประชาชนเห็นแล้วว่าใช้แล้วไม่ได้ผล”
“นอกจากระบาดแล้วยังเป็นต้นตอโควิด-19 รอบสอง คือจุดอ่อนตามความมั่นคงชายแดนให้คนต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศ ยิ่งเกิดเหตุระบาดจากบ่อนการพนันยิ่งชัดเจน ตำรวจ ฝ่ายปกครองทำงานผิดพลาด ทำให้จุดที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเอาไว้ขาย เครดิตก็ลดลงไปเรื่อย ๆ”
ราษฎร บรรจบม็อบ เศรษฐกิจ
พล.ท.ภราดรกล่าวว่า เดิมทีคนยังมองว่าจุดแข็งของรัฐบาลคือความสงบเรียบร้อย แต่ไป ๆ มา ๆ บกพร่องทุกเรื่อง เสียงเรียกร้องเปลี่ยนตัวนายกฯก็จะรุนแรงขึ้น ส่วนพลังของม็อบราษฎรยังเดินหน้าไปได้ ที่ว่าโควิด-19 จะจำกัดการเคลื่อนไหวของม็อบในขณะที่โลกเทคโนโลยีก้าวหน้า การเคลื่อนของม็อบเปลี่ยนไปแล้ว สามารถเสนอให้สังคมได้เห็นจุดอ่อนของรัฐบาลได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
“และม็อบก็ไม่มีใครถอย แม้จะใช้มาตรา 112 มาตรา 116 มาจับกุม แต่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการชุมนุม แต่สำคัญที่สุดคือพวกทำมาหากินที่บอกว่าจะให้ล็อกดาวน์ คนก็จะไม่ฟังเพราะจะไม่มีกินแล้ว”
“ภราดร” เปรียบเทียบ “ข้อจำกัด” การล็อกดาวน์เมื่อคราวระบาดรอบแรก-รอบสองว่า ครั้งแรกรัฐบาลให้เงินเยียวยา บรรเทาได้ แต่ ณ ตอนนี้ระบาดโรคครั้งที่ 2 คุมไม่ได้และยิ่งลามไปอีก และที่รัฐบาลไม่กล้าล็อกดาวน์เพราะไม่มีเงินแล้ว ตรงนี้พอเรื่องการมืองมาบรรจบกับปัญหาเศรษฐกิจก็จะเป็นเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่ง เพราะไม่มีปัญญามาแก้ และยังเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการชุมนุมหนักขึ้นอีก และจะเอื้อการให้เกิดเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวนายกฯคนใหม่
“การใช้วิธีแจกเงินอย่างเดียว ใช้ประชานิยมซื้อเวลา แต่ไม่ได้แก้ปัญหา นายกฯคนใหม่มาก็รากเลือดเพราะต้องมาใช้หนี้”
“ภราดร” กล่าวว่า การเปลี่ยนตัวนายกฯไม่ใช่ปัญหา แต่นายกฯที่มาเป็นต่อ จะเป็นนายกฯระยะสั้น ทำกติกาให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง และเป็นภาระของ ส.ส.ร.
ส่วนอายุรัฐบาลจะอยู่นาน-ไม่นาน สัมพันธ์กับโควิด-19 ถ้ากระจายตัวรวดเร็วรัฐบาลก็อยู่ในเวลาอันสั้น ขณะที่ม็อบเปิดเพดานไปอย่างนี้ ในที่สุดก็ไม่มีใครมาใช้บริการรัฐบาลเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันให้ใครสักคน
พปชร.สนิมเนื้อในรัฐบาล
ขณะที่มุมมองการเมือง “สุขุม นวลสกุล” นักรัฐศาสตร์ขาใหญ่ อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหงกล่าวว่า ในช่วงปี 2564 แรงเรียกร้องจากภายนอกค่อนข้างสูง และเท่าที่ดู พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้โอนอ่อนและแข็งเข้าหา เรียกว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ที่สำคัญแรงรุกภายในรัฐบาลค่อนข้างสูงเช่นกัน ตราบใดที่แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังไม่ได้ตำแหน่งที่มาดหมายก็คงจะมีคลื่นใต้น้ำต่อ เพราะในปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์ยังต้องยอมคนภายในมากกว่าศึกภายนอก
“ยังมองเห็นว่าแกนนำของ พปชร.ยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการคือตำแหน่ง รมว.พลังงาน รมว.คลัง ก็จะมีการเคลื่อนไหวภายในต่อ เป็นการบีบที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าสิ่งอื่น”
“ลองเปรียบเทียบกับในปี 2563 โควิด-19 ก็ระบาดเหมือนกัน ฝ่ายค้านก็เขย่ารัฐบาล แต่แกนนำ พปชร.ก็ยังเคลื่อนขอตำแหน่ง เขาไม่ได้หยุดกันเลย”
“สุขุม” เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “เป็นสนิมเหล็กเกิดจากเนื้อในตน”
ส่วนม็อบก็ยังทำอะไรไม่ได้ แม้ม็อบจะรุกให้รัฐบาล “ยุบสภา” แต่ถ้ากติกาไม่เปลี่ยนก็ไม่มีผล ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหา ไม่แผลงฤทธิ์อะไรเลยในช่วงที่ผ่านมา ยอมอยู่ภายใต้การดูแลของ “พล.อ.ประยุทธ์” ตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องการ แม้บางพรรคจะมีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นมาก็ไม่มีพรรคไหนเรียกร้องว่าจะขอตำแหน่งเพิ่ม มีแต่พรรคพลังประชารัฐพรรคเดียว
ส่วนประเด็นรัฐธรรมนูญ “สุขุม” มองว่า ไม่เป็นจุดเสี่ยง รัฐบาลน่าจะโอนอ่อน แต่สถานการณ์โควิด-19 เข้าทางกลุ่มที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จะพยายามทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญช้าออกไป โดยอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายหนึ่ง (ม็อบราษฎร) ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มาเตะถ่วงให้การแก้รัฐธรรมนูญช้าลง
ส่วนม็อบเศรษฐกิจที่จะมาบรรจบกับม็อบการเมืองหรือไม่ “สุขุม” มองเห็นต่าง โดยเชื่อว่าคนในสังคมกลัวภัยของโควิด-19 มากกว่า ถ้าก่อม็อบแล้วไปขยายตัวของโรคระบาด ม็อบก็อาจจะโดนถล่มก็ได้ คงต้องรอให้สถานการณ์โรคติดต่อคลี่คลายกว่านี้แล้วค่อยเคลื่อนไหว
ทั้ง 3 มุมมอง พล.อ.ประยุทธ์กำลังเผชิญ 3 แรงบวก ทั้งโควิด-19 คู่ขนานกับเศรษฐกิจและวิกฤตการเมืองอันเกิดจากสนิมเนื้อในพลังประชารัฐ