อภิปรายไม่ไว้ใจเขย่า “ประยุทธ์” วาระร้อน 112 “ก้าวไกล” เคลื่อนวาระ “ก้าวหน้า”
เกมใหญ่การเมืองในรัฐสภากลับมารีสตาร์ตอีกครั้ง หลังหลบทางให้การมาเยือนของโควิด-19 รอบใหม่ ขอเว้นวรรคการประชุมไป 2 สัปดาห์
หลายวาระร้อนจึงทยอยจ่อคอหอย เร่งเร้าอุณหภูมิการเมืองให้สูงขึ้นฉับพลัน
6 ฝ่ายค้านรุมซักฟอก “บิ๊กตู่”
วาระแรกคือ “ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” ในความตั้งใจทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ขาใหญ่ฝ่ายค้านหมายมั่นว่าเดือนมกราคม 2564 จะเป็นเดือนแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ต่อด้วยเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนมกราคม
แต่ผิดคิวเพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ 6 ฝ่ายค้านตั้งเป้าถลกหนัง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และพวก ถูกสลับขึ้นมานำวาระแก้รัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ 6 พรรคฝ่ายค้าน เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 25 มกราคมนี้ กาชื่อรัฐมนตรีอื่นๆ เบื้องต้น 5 คน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ อาจรวมถึงพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เรื่องใหญ่ในเวทีซักฟอก 6 พรรคฝ่ายค้านแย้มโผ เป็นเรื่องการบริหารจัดการโควิด-19 ผิดพลาด ผู้อยู่ในข่ายรับผิดชอบ หนีไม่พ้น “พล.อ.ประยุทธ์-สุชาติ-พล.อ.อนุพงษ์”
ทั้งปล่อยปละละเลยให้มีแรงงานเถื่อน บ่อนพนันในภาคตะวันออกและอีกหลายพื้นที่ซึ่งมีตำรวจระดับ “นายพล” รับส่วย หลิ่วตา ฝ่ายค้านประกาศว่าจะแฉถึงเครือข่ายอิทธิพลเบื้องหลัง
ทั้งปมเรื่องการใช้เงินมหาศาลจัดซื้อเรือดำน้ำ-ยุทโธปกรณ์กองทัพบก อากาศ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ต้องใช้เงินมหาศาลปราบโรคโควิด ผสมโรงกับปัญหาระบาดของยาเสพติด
“พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะ รมว.กลาโหม-กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รับผิดชอบไปเต็ม ๆ
เช่นเดียวกับการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่ผิดพลาด เช่น การยกเว้นให้การต่อขยายสัมปทานออกไปอีก 40 ปี โดยไม่ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 คู่กับข้อกล่าวหาเรื่องแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ที่พรรคฝ่ายค้านมองว่า “ล้มเหลว”
และครั้งนี้ “ก้าวไกล” ประกาศว่าจะเปิดผังเครือข่ายผลประโยชน์ “Prayut Club” เป็นภาคต่อของ “Prawit Club”
ส่วน “จุรินทร์” อยู่ที่ปมการทุจริตเรื่องถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ซึ่งเป็นคู่สัญญาในการซื้อถุงมือยาง มีการจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว 15% หรือกว่า 2,000 ล้านบาท เกี่ยวพันกับบริวารการเมือง และญาติมิตรที่ฝ่ายค้านพบเจอว่ามีส่วนเอี่ยว
นอกจากนี้ อาจมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับ “พล.อ.อนุพงษ์” ที่ตกค้างจาก ศึกซักฟอกคราวก่อน คือการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการเพียง 2 ราย ซึ่งเป็นนักลงทุนจีน ที่ได้รับอนุญาตในการนำเข้าขยะ เชื่อมโยงกับคนใกล้ชิด
ดันเพดานแก้ ม.112
ปมร้อนต่อมาที่ต้องโฟกัสคือ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อาจดูเหมือนเป็นเรื่องร้อนนอกสภา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มาตรการเข้มข้น แจ้งข้อกล่าวหาเรื่องทำผิดมาตรา 112 แกนนำ 34 ราย และให้รายงานตัวตามสถานีตำรวจท้องที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงส่งท้ายปีเก่า ถึงศักราชใหม่
ล่าสุดเมื่อ 14 มกราคม 2564 เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก สนับสนุนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “ผู้แทน” ของ “ราษฎร” ต้องผลักดันร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกมาตรา 112 โดยเร็วที่สุด
เพราะเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวมีปัญหาในทุกมิติ ทั้งตัวบทกฎหมาย อัตราโทษไม่ได้สัดส่วน การใช้และการตีความ ในแง่ของอุดมการณ์ที่กำกับอยู่เบื้องหลัง
“ปัจจุบันสถานการณ์การนำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้ ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และมีทีท่าจะแรงต่อเนื่องไปอีก”
ทันใดนั้น “พรรคก้าวไกล” พรรคการเมืองคู่ขนานกับคณะก้าวหน้าก็ออกมา “รับลูก” ทันควัน จ่อเสนอกฎหมายที่ฝ่ายความมั่นคงใช้ปราบปรามม็อบ
“ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า เตรียมจะยื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ในฐานความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาททั้งหมด รวมถึงมาตรา 112 และร่างแก้ไข พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
“เมื่อเราพูดถึงเรื่องนี้เราไม่ได้หมายความเฉพาะมาตรา 112 แต่หมายรวมถึงกฎหมายหมิ่นประมาททั้งหมด ที่โดยหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ควรจะมีคนที่ถูกจำคุกจากการแสดงความคิดเห็น โดยหลักการเรา จึงต้องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับฐานความผิดการหมิ่นประมาทตั้งแต่ระดับบุคคล ไปจนถึงระดับเจ้าหน้าที่รัฐ ให้เหลือแต่ความผิดที่เป็นโทษปรับทั้งหมด”
“ในส่วนขององค์พระมหากษัตริย์ เราก็จะยังคงไว้ให้คุ้มครองในสถานะประมุขของรัฐ เพียงแต่ต้องปรับปรุงอัตราโทษที่ต้องได้สัดส่วน และกระบวนการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาที่ใครก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้หมด รวมถึงประเด็นการกำหนดโทษขั้นต่ำ โดยเราเห็นว่า ไม่ควรมีการกำหนดโทษขั้นต่ำ และก็ไม่ควรกำหนดโทษที่สูงจนเกินไป”
แหล่งข่าวจาก “ก้าวไกล” เปิดเผยความคืบหน้าการผลักดันแก้ไขมาตรา 112 ว่า เนื้อหาเตรียมไว้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ต้องรอให้สถานการณ์โควิดคลี่คลาย
ยืนยันว่าจะยื่นต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายในการประชุมสภาสมัยปัจจุบันที่จะปิดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์
“ต้องยอมรับว่าในระบบการเมืองแบบนี้ค่อนข้างยากที่กฎหมายของพรรคฝ่ายค้านจะผ่านสภา แต่จริง ๆ เป็นไปได้ ถ้าเป็นหลักการที่ดีและสร้างความยอมรับจากสังคมได้ เป็นการเมืองใหม่ที่พรรคก้าวไกลพยายามทำ แม้เราเป็นฝ่ายค้าน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเราสามารถผลักดันกฎหมายได้ เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง”
หลังจากแก้ ม.112 แผนต่อไป “ก้าวไกล” เตรียมชงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ ครอบคลุมสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน การกระจายอำนาจทางการศึกษา การดูแลสวัสดิการความก้าวหน้าของวิชาชีพครู ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเนื้อหา
คู่กับการแก้ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แก้ไม่ให้กองทุน กยศ.เป็นหน่วยทวงหนี้ ยึดทรัพย์ผู้กู้ หรือคนค้ำประกันโดยไม่คำนึงถึงความกินดีอยู่ดีของลูกหนี้
ส่วนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 116 ยังอยู่ในกระบวนการดูเนื้อหาตามความเหมาะสม
ลุยต่อแก้รัฐธรรมนูญ
อีกหนึ่งปมร้อนมิอาจมองข้าม เพราะคนการเมืองมองว่า “เป็นวาระแห่งปี” คือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่นำไปสู่การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่พรรคฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน และ ส.ว. หมกมุ่นแก้ไขอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) พ.ศ….. วาระที่ 1
ตามปฏิทินในชั้น กมธ.จะพิจารณาให้เสร็จในเดือนมกราคม 2564 จากนั้นจะนำเข้าสู่วาระ 2-3 ในเดือนกุมภาพันธ์ แล้วค่อยทำประชามติ
แต่บังเอิญเกิดภัยโควิด-19 เข้าแทรก จึงมีแนวโน้มว่าในเดือนกุมภาพันธ์ กมธ.อาจเหยียบคันเร่งให้จบทันก่อนปิดสมัยประชุมสภานี้ แต่หากไม่ทันมีสิทธิ์ลากยาว
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันนั้น ยังมีปมที่ กมธ.ต้องยกมือโหวตตัดสินอย่างน้อย ๆ 5 ประเด็นเสียก่อน
1.จำนวนเสียงในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การประชุมรัฐสภา โดยฝ่ายค้านยืนยันว่าต้องให้แก้ไขง่าย คือ กำหนดการขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจาก ส.ส.จํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ส.ส. (50 คน) หรือจาก ส.ส.และ ส.ว.จํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา (75 คน)
ส่วนฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.ยืนยันว่าจะให้แก้ไขยาก คือ แก้จำนวนให้เป็น 2 ใน 5 ของทั้ง 2 สภา คือ 150 คน ดังนั้น จึงมีพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย ที่มี ส.ส.เกิน 100 เสียงที่พอจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น
ส่วนจำนวนเสียงให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการนั้น ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าจะต้องใช้เสียงขั้นรับหลักการ 3 ใน 5 คือ 450 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านขอให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ 375 เสียง แต่มีแนวคิดที่ 3 โผล่มาใหม่จาก กมธ.ฝ่ายรัฐบาล คือ ใช้เสียง 2 ใน 3 คือ 500 เสียงขึ้นไป
2.จำนวน ส.ส.ร. กมธ.ฝ่ายรัฐบาล- ส.ว. ยืนยัน ส.ส.ร. 150 คนมาจากการเลือกตั้ง และสรรหา 50 คน แต่ฝ่ายค้านยืนยันว่า ส.ส.ร.จะต้องมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน 200 คนเท่านั้น
3.คุณสมบัติ ส.ส.ร. ทั้งร่างฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล ใช้คุณสมบัติการเป็น ส.ส.มาเป็นตัวตั้ง ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน
4.ระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ กมธ.ฝ่ายค้านเห็นว่า ควรใช้เวลา 120 วัน แต่ที่ประชุมเห็นว่าสั้นเกินไป ส่วนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล กำหนดเวลา 240 วัน
5.รัฐธรรมนูญ 2560 แก้ไขได้ทั้งฉบับ หรือแก้ไขได้เฉพาะรายมาตรา ยังเป็นที่ถกเถียงกันในที่ประชุม กมธ. อาจต้องยืมมือศาลรัฐธรรมนูญมาชี้ขาด
ไม่นับวาระสมานฉันท์ปรองดอง ที่ประธานชวน หลีกภัย ตั้งความหวังว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งนอกสภา พร้อมกับคลอดคณะกรรมการสมานฉันท์ มีกรรมการ 21 คน รวบรวม ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ส.ว. พร้อมด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย ไร้เสียงฝ่ายค้าน
“ชวน” สั่งการบ้านให้รายงานความคืบหน้าทุก ๆ 2 สัปดาห์ ทว่าเกิดการพลิกโผ เมื่อ พล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล รมช.กลาโหม ไม่ได้รับการโหวตให้เป็นประธานการประชุม แต่กลายเป็น “เทอดพงษ์ ไชยนันทน์” ผู้อาวุโสจาก ประชาธิปัตย์ ได้นั่งหัวโต๊ะแทน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะแค่ประชุมนัดแรก
กระนั้นวาระแก้มาตรา 112-อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตบท้ายด้วยแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นของร้อนทางการเมืองแน่นอน