เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

แผนเศรษฐกิจ ‘โจ ไบเดน’ อัดฉีดเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ดัน GDP โต-ตลาดแรงงานฟื้น

23 ม.ค. 2564 | 16:09น.
ดุลยธรรม
ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

มีการคาดการณ์โดยสถาบันการเงินหลายแห่งว่า ผลของแผนเศรษฐกิจ American Rescue Plan 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า หากรัฐบาลโจ ไบเดน สามารถดำเนินการได้ตามรายละเอียดของแผนเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ตามที่ได้ประกาศเอาไว้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา อาจทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 0.7-2% จากที่สำนักวิจัยส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้เดิม และอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น

แผนเศรษฐกิจ American Rescue Plan น่าจะหนุนให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐสูงถึง 8-9% ในปีนี้ และตลาดแรงงานจะเข้าสู่การจ้างงานเต็มที่ตามปกติได้ภายในปลายปีหน้า ในทางตรงกันข้ามหากไม่มีมาตรการนี้อาจต้องใช้เวลา 3-4 ปีตลาดแรงงานจึงปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ เม็ดเงินงบประมาณขนาดใหญ่ภายใต้ Build Back Better Campaign Agenda ของโจ ไบเดน เมื่อบวกเข้ากับงบประมาณใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้สหรัฐอเมริกาแซงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี ในแง่ของสัดส่วนการใช้จ่ายทางการคลังที่เป็น fiscal support เทียบกับจีดีพีเพื่อสู้กับวิกฤตสุขภาพที่นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ (health crisis and economic crisis)

ด้วย fiscal support เทียบกับจีดีพีที่ขึ้นมาอยู่อันดับที่หนึ่งของโลก รวมเม็ดเงินทั้งหมดตั้งแต่เกิดโรคระบาดอยู่ที่ 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ (CARES Act 2.4 Trillion+COVID Relief 0.9 Tril.+Biden’s American Fiscal Recue Plan 1.9 Tril.) ประกอบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนคลี่คลายลง

ขณะที่ผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บรรเทาลง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาในระยะต่อไป สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เงินทุนที่ไหลเข้าตลาดการเงินเอเชีย ตลาดหุ้นเศรษฐกิจดาวรุ่ง (emerging markets) รวมทั้งตลาดหุ้นไทยไหลย้อนกลับ ไปตลาดสหรัฐอเมริกาบางส่วน ทำให้ราคาหุ้นและค่าเงินอาจเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในช่วงต่อไป

กระแสเม็ดเงินที่ไหลเข้ามายังเอเชียตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา อาจมาถึงจุดวกกลับไปยังสหรัฐอเมริกา โดยที่ตลาดหุ้นที่จะมีการปรับฐานลงแรงสุดน่าจะเป็นตลาดหุ้นจีน ตลาดหุ้นไทย แต่อาจจะเกิดขึ้นหลังไตรมาสแรก

หลังจากที่ American Recue Plan เริ่มมีผลเต็มที่ตั้งแต่เดือนมีนาคม และน่าจะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของสหรัฐปรับขึ้น แรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนบางส่วนไหลย้อนกลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐ

ในส่วนของเม็ดเงินกว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์นี้ หากศึกษาในรายละเอียดพบว่ามีทั้งมาตรการช่วยเหลือโดยตรงไปยังภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชน ถือเป็นเม็ดเงินสูงกว่าข้อเสนอของพรรครีพับลิกันมาก

Advertisement

ในจำนวนนี้จะใช้เม็ดเงิน 4 แสนล้านดอลลาร์สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข รวมทั้งการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงให้กับประชาชน

ขณะเดียวกัน จะมอบเงินชดเชยรายได้ครอบครัวละ 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน จนกว่าการจ้างงานจะกลับคืนมา นอกเหนือจากเงินประกันการว่างงานในระบบประกันสังคม การคุ้มครองที่อยู่อาศัย และการช่วยเหลือทางด้านอาหารโภชนาการ รวมเม็ดเงินทั้งสิ้น 1 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนเม็ดเงินอีก 440,000 ล้านดอลลาร์จะนำไปช่วยเหลือธุรกิจ SMEs และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องการขนส่ง การลงทุนทางด้านไอทีดิจิทัล และ cyber security กองทุนช่วยเหลือเด็กในรูปกองทุน Child Care Stabilization Fund

การให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษี และ tax credit ต่าง ๆ มีเงินงบประมาณสนับสนุนไปยังสถานศึกษาเพื่อให้มีการเปิดการเรียนการสอนอย่างปลอดภัย (safety reopen and operate schools) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ยอดรวมตั้งแต่สมัยรัฐบาลทรัมป์ต่อเนื่องมายังรัฐบาลโจ ไบเดน สหรัฐอเมริกา สามารถทำได้เพราะเงินดอลลาร์ยังเป็นเงินสกุลหลักของระบบการเงินโลกอยู่

แต่การก่อหนี้ในระดับนี้ย่อมส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะปานกลางและระยะยาว สหรัฐอเมริกาอาจใช้วิธีการจ่ายหนี้ด้วยการทำให้เกิดเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นช่วยลดหนี้สาธารณะผ่าน 3 ช่องทาง

ช่องทางแรก การปล่อยเงินเข้ามาในระบบเพิ่มจนเกิดเงินเฟ้อ (seigniorage)

ช่องทางที่ 2 อัตราเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ลดมูลค่าที่แท้จริงของหนี้สาธารณะ หรือทำให้มูลค่าหนี้ภาครัฐลดลงนั่นเอง

ช่องทางที่ 3 เงินเฟ้อส่งผลต่อดุลการคลังของประเทศ จากงานวิจัยของ Krause and Moyen โดยอาศัย long term public debt ภายใต้ New Keynesian Model พบว่าการเพิ่มของอัตราเงินเฟ้อ 2-6% ทำให้หนี้สาธารณะลดลงได้ถึง 29% แต่การศึกษาไม่ได้รวมผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ก็อาจมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันที่แผนการใช้งบฯ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์อาจถูกปรับลดโดยรัฐสภา เนื่องจากเกรงผลกระทบจากวิกฤตการขาดดุลงบประมาณมหาศาล และหนี้สาธารณะ ผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน จึงต้องรอประเมินอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม กระแสเม็ดเงินไหลกลับตลาดการเงินสหรัฐอาจทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทิศทางการอ่อนค่า อันเป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานที่ยังมีการขาดดุลการค้า และขาดดุลงบประมาณมหาศาล

ส่วนกรณีประเทศไทย การที่รัฐบาลไทยจะแจกเงินเพิ่มอีก 3,500 บาท ให้กับประชาชนกว่า 30 ล้านคน เป็นระยะเวลา 2 เดือน พร้อมเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่ง” อีก 1 ล้านสิทธิ และลดค่าน้ำค่าไฟอีก 2 เดือน ไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

เพียงแต่บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีการ lockdown ในบางพื้นที่ โดยภาพรวมแล้วมาตรการเยียวยาประชาชนจากผลกระทบโควิดรอบใหม่ไม่เพียงพอ เพียงแค่บรรเทาความเดือดร้อนไปได้ช่วงสั้น ๆ

โจทย์ของรัฐบาล คือ ทำอย่างไรให้ภาคการส่งออก ภาคลงทุนขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เพราะมีแนวโน้มว่าการเลิกจ้างรอบใหม่กำลังเกิดขึ้น พร้อมกับสถานการณ์การลดเงินเดือน ลดชั่วโมงการทำงาน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเน้นยึดหลักรัฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาว

แนวทางที่ดีที่สุดควรเน้นเจรจาหารือกับผู้ชุมนุม ละเว้นการใช้ความรุนแรง หรือจับกุมด้วยความรุนแรง เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้คือเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ และต้องดูแลบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาจะต้องแบกรับภาระสังคมผู้สูงวัยหนักมาก และต้องรับผิดชอบต่อปัญหาต่าง ๆ ที่คนรุ่นก่อนหน้านี้ได้สร้างเอาไว้ และสะสมหมักหมมเอาไว้จนยากที่จะแก้ไข

หากไม่ใช้ “แนวทางการปฏิรูปครั้งใหญ่” ไปจับกุมผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง อาจนำมาสู่เหตุการณ์บานปลาย ส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน

สำหรับประเด็นเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2565 และการก่อหนี้สาธารณะ รัฐบาลควรก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติมเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการที่ทำให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่ในประเทศ งบประมาณปี 2565 ที่มีการกำหนดวงเงินแผนการใช้จ่ายภาครัฐลดลงจากปี 2564 เป็นการกำหนดวงเงินการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจต่ำกว่าประมาณการมากพอสมควร แม้จะมีแนวโน้มเป็นบวก

เนื่องจากวงงบประมาณวงเงินที่ตั้งไว้ 3.1 ล้านล้านบาท อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ และการว่างงานยืดเยื้อ

พิจารณาในรายละเอียดกรอบวงเงินการใช้จ่ายปี 2565 นั้น ลดลงถึง 5.66% หรือประมาณ 185,900 ล้านบาท ทั้งที่ควรเพิ่มกรอบวงเงินการใช้จ่ายอีกอย่างน้อย 2-3% แทนที่จะลดลง 5-6% โดยให้เพิ่มไปที่งบฯลงทุนอย่างต่ำอีก 100,000-200,000 ล้านบาท เพื่อการจ้างงานในประเทศ

โดยเฉพาะการก่อสร้างปรับปรุงระบบชลประทานขนาดเล็ก การขุดลอกคูคลองแม่น้ำ และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปรับทักษะการทำงานทั้งระบบ

ขอเสนอให้ทำงบประมาณปี 2565 เพิ่มจากงบประมาณปี 2564 อีกอย่างน้อย 2-3% โดยให้แหล่งรายรับมาจาก 2 ส่วน คือ กู้เงิน และการเดินหน้าจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้ง ภาษีใหม่ ๆ เช่น ภาษีออนไลน์ และภาษี betterment tax เป็นต้น

การที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2565 อยู่ที่ 3.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2% ดูแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริงน้อยมาก หากเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมายจึงควรต้องทบทวนให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินตามอัตราที่เคยกำหนดเอาไว้เดิม ไม่ควรปรับลดลง

นอกจากนี้ ควรพิจารณากู้เงินเพิ่มจากที่วางแผนไว้ว่าจะก่อหนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ 700,000 ล้านบาท อาจต้องกู้ 1 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย

ส่วนหนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 60% ของจีดีพีหรือไม่ อยู่ที่ว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลแค่ไหน

หากรัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้จ่ายอย่างมียุทธศาสตร์ ตรงเป้าหมาย มีประสิทธิภาพสูง ไม่รั่วไหลทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว จะกลับมาเป็นรายได้ของประชาชน รายได้ของภาคธุรกิจ มีการจ้างงานในระบบเพิ่มขึ้น แล้วรัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มอัตราภาษี

ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะลดลงโดยอัตโนมัติ การกู้เงินเพิ่มถึง 1 ล้านล้านบาทจากที่วางแผนกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี’65 เพียงแค่ 700,000 ล้านบาท ก็จะไม่สร้างปัญหาวิกฤตฐานะทางการคลังในระยะปานกลางหรือระยะยาวแต่อย่างใด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โจ ไบเดน