ทรัมป์ พิจารณา ปรับสถานะ ‘กัญชา’ สารต่อนโยบายรัฐบาล โจ ไบเดน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับสถานะกัญชาในกฎหมายกลาง ให้เป็นสารเสพติดที่มีระดับความอันตรายลดน้อยลง หลังมีกระแสข่าวว่าทำเนียบขาวอาจเตรียมลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ากระบวนการดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้
เมื่อวันจันทร์ 15 ธ.ค. CNN Politics รายงานว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาปรับสถานะกัญชา เพื่อช่วยเปิดทางให้เกิดการวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากการจัดให้กัญชาอยู่ในกลุ่มสารเสพติดร้ายแรงในปัจจุบัน เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษาวิจัย
“เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ เพราะมีคนจำนวนมากอยากให้มีการจัดประเภทใหม่ ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะเปิดทางให้มีงานวิจัยอีกเยอะมากที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้หากไม่ถูกเปลี่ยนสถานะ เพราะฉะนั้นเรากำลังพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ทรัมป์กล่าว
รายงานของ The Washington Post เมื่อสัปดาห์ก่อนระบุว่า ทรัมป์ได้หารือเรื่องการปรับสถานะกัญชากับ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน โดยอ้างแหล่งข่าวหลายรายในทำเนียบขาว ถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลทรัมป์อาจเดินหน้าสานต่อนโยบายที่เริ่มต้นขึ้นในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไบเดนได้เริ่มกระบวนการปรับสถานะกัญชาให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 ในปี 2024 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ก่อนที่ไบเดนจะพ้นตำแหน่งเนื่องจากป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันกัญชายังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดประเภทที่ 1 มาตั้งแต่ปี 1971 ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และ LSD ตามการจัดประเภทของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐ (DEA) หมายถึงสารที่ไม่มีการใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับ และมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง
สำหรับยาเสพติดประเภทที่ 3 นั้น เป็นกลุ่มสารที่ได้รับการยอมรับให้ใช้ทางการแพทย์ในระดับหนึ่ง เช่น คีตามีน สเตียรอยด์ เทสโทสเตอโรน รวมถึงยาที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม อย่างไทลีนอลผสมโคเดอีน
ทรัมป์เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการปรับสถานะกัญชาในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง โดยในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขาระบุว่าจะตัดสินใจเรื่องนี้ภายในไม่กี่สัปดาห์อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์บางส่วนมองว่าการปรับสถานะกัญชาจะส่งผลต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพียงเล็กน้อย และกล่าวหาว่าทรัมป์ใช้ประเด็นดังกล่าวเพื่อหวังผลทางการเมือง ขณะที่วุฒิสมาชิก รอน ไวเดน จากพรรคเดโมแครต รัฐโอเรกอน ระบุว่า ทรัมป์พยายามทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าการปรับสถานะเท่ากับการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย
ไวเดนโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ทรัมป์ยังไม่ได้ยกเลิกความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกัญชา หรือดำเนินการลบประวัติอาชญากรรมให้กับชาวอเมริกันผิวดำและชาวละตินที่ยังถูกคุมขังจากคดียาเสพติดระดับเล็ก นี่เป็นเพียงความพยายามในการเพิ่มคะแนนนิยมทางการเมือง
ทั้งนี้ การปรับสถานะกัญชาแตกต่างจากการยกเลิกการจัดประเภทโดยสิ้นเชิง เนื่องจากยังคงมีบทลงโทษทางกฎหมายระดับรัฐบาลกลางสำหรับการครอบครองและการใช้กัญชาอยู่ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสถานะจะช่วยลดอุปสรรคด้านการวิจัย และถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมกัญชาที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ภายใต้กฎหมายภาษีของสหรัฐ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดประเภทที่ 1 หรือ 2 จะไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายทางธุรกิจตามปกติหรือขอเครดิตภาษีได้ ซึ่งหมายความว่า การย้ายกัญชาออกจากกลุ่มดังกล่าว จะช่วยลดภาระทางภาษีให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้
ปัจจุบันสหรัฐมี 42 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และ 24 รัฐที่อนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการ แต่กฎหมายระดับรัฐบาลกลางยังคงกำหนดข้อจำกัดอย่างเข้มงวดต่อสถานะของกัญชา