ซีอีโอ SCG เปิดเบื้องหลัง แอสตร้าเซนเนก้า-สยามไบโอไซเอนซ์
ทันทีที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า เปิดประเด็น-ตั้งข้อกังขาร่างสัญญา-TOR การจัดหา-จัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ระหว่างรัฐบาลไทย-บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด
ปัญหาด้านสาธารณสุขได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันควัน !
ดีลการจัดหา-จัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ระหว่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์-บริษัทสัญชาติไทย สยามไบโอไซเอนซ์กับแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทสัญชาติอังกฤษ-เชื้อสายสวีเดน จึงถูกตั้งคำถามถึงเส้นสน-กลใน
หากไล่ “ไทม์ไลน์” 24 สิงหาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (letter of intent) โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตวัคซีนโควิด-19 จากแอสตร้าเซนเนก้ากับผู้ผลิตวัคซีนในประเทศ
12 ตุลาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขบริษัท เอสซีจี จำกัด และบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์กับแอสตร้าเซนเนก้าได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงการผลิตและจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
17 พฤศจิกายน 2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้กับคนไทยสำหรับจองล่วงหน้าและจัดซื้อกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 26 ล้านโดส
โดยมอบให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ทำสัญญาจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้าและมอบให้กรมควบคุมโรคดำเนินการจัดทำสัญญาการจัดซื้อวัคซีนกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า
27 พฤศจิกายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการจัดหาวัคซีน-19 โดยการจองล่วงหน้ากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ที่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางสักขีพยานผ่านทางออนไลน์-ออฟไลน์
ร่วมด้วย “พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล” เลขาธิการพระราชวัง ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท AstraZeneca (ประเทศไทย)
Mr.Pascal Soriot เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท AstraZeneca นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ
“นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เล่าเบื้องหลัง-เบื้องลึก “ดีล” ของการลงนามในสัญญาจัดหา-จัดซื้อวัคซีน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 บนเวที Intania Dinner Talk 2020 “เดินหน้าฝ่าวิกฤต พลิกเศรษฐกิจไทย” ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ซูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563
ซีอีโอ SCG เริ่มต้นเล่าย้อนไปถึงที่มา-ที่ไปและตอบคำถามไปในคราวเดียวกันว่า SCG เกี่ยวอะไรว่า ในช่วงมีนาคม-เมษายน 2563 นอกเหนือจากงานประจำของ SCG ในเรื่องการทำมาค้าขายในทางธุรกิจและการต่อสู้กับโควิด-19 ในช่วงวิกฤตแล้ว ได้เข้าไปช่วยบุคลากรทางการแพทย์ หรือการทำห้องตรวจเชื้อ (negativepressure room) ซึ่งมองว่าโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ ทางเดียวที่เมืองไทยจะรอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้ คือ ต้องมีวัคซีน
“SCG ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) กับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดมาเป็นสิบปีแล้ว พอดีตอนนั้นได้คุยกับนักลงทุน (venture capital) เขาบอกว่า ออกซฟอร์ดเริ่มพัฒนาวัคซีนตรงนี้อยู่ 2 เดือนต่อมาประมาณพฤษภาคม- มิถุนายน 63 เลยคุยกัน”
“ตอนนั้นเรารู้จักผู้ใหญ่กับทางรัฐบาลหลายท่าน เลยถามว่า ทางรัฐบาลอยากให้เราทำเรื่องนี้ขนาดไหน ทางภาครัฐส่งข่าวมาบอกว่า ดี และอยากให้เอกชนเข้ามามีบทบาทตรงนี้ ผมก็เลยได้มีโอกาสคุยกับออกซฟอร์ด”
คำถามแรกที่ออกซฟอร์ดตั้งคำถามกับ SCG บริษัทผลิตปูนซีเมนต์-ปิโตรเคมี-แพ็กเกจจิ้ง ไฉนสนใจการผลิตวัคซีน “รุ่งโรจน์” ให้คำตอบที่คิดเร็ว ๆ ในหัวว่าเป็นเรื่องของกิจกรรมเพื่อสังคม (corporate social responsibility : CSR)
“เราบอกว่า เราคนไทย เรามองว่าคนไทยลำบาก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจด้วย เราคิดว่า เรามีอะไรช่วยเหลือได้ เราอยากจะช่วย”
หลังจากนั้น “ออกซฟอร์ด” ได้แนะนำให้รู้จักกับ “แอสตร้าเซนเนก้า” บริษัทอังกฤษเชื้อสายสวีเดน ซึ่งเป็น license C ของออกซฟอร์ด ซึ่งโชคดีที่ SCG รู้จักกับกลุ่มสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นคอนแทร็กต์แมนูแฟกเจอริ่ง ก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
“ต้องบอกว่าบ้านเรานี่มันดวงจริง ๆ นะ สมเด็จพระสยามเทวาธิราชจริง ๆ สยามไบโอไซเอนซ์เพิ่งสั่งเครื่องจักรเข้ามาใหม่เผอิญเครื่องจักรที่สั่งเข้ามาเป็นรุ่นเดียวกับสายการผลิตของแอสตร้าเซนเนก้า เลยเป็นดวงว่า เออ เหมือนกับซื้อรถยนต์มาแล้วใช้ได้”
“เลยคุยกับสยามไบโอไซเอนซ์ เขาบอกว่าก็เป็นไปได้ ถ้าสมมุติว่า สุดท้ายมีข้อตกลงกันตรงนี้ได้ ก็เป็นไปได้ว่า แอสตร้าเซนเนก้าจะยอมเสียโอกาสทางธุรกิจ และมาทำวัคซีนตัวนี้ให้กับเมืองไทย”
“คุยไปคุยมา ภาครัฐ พี่พงษ์ (สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน) เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนโครงการนี้ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ทางรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข) และท่านนายกฯ”
แม้ในขณะนั้นมีบริษัทระดับโลกที่สามารถวิจัยและผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้ถึง 3 รายใหญ่ แต่ด้วยองค์ประกอบ สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งการจัดส่ง-จัดเก็บวัคซีนที่เหมาะสมกับประเทศไทย-อาเซียน สุดท้ายจึงลงตัวที่วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า
“ช่วงที่ข่าวนี้ออกไปก็มีอีก 2 บริษัท คือ บริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม mRNA มีข้อที่น่าสนใจ คือ วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิไม่ต่ำนักของไฟเซอร์ต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิ -70 องศา คิดแล้วว่าบ้านเราคงยากส่วนโมเดอร์นาอุณหภูมิ -20 ในแง่ของการขนส่งบ้านเราก็น่าจะมีปัญหา”
“ในอาเซียนไม่ต้องพูดถึง เพราะบางประเทศอาจจะไม่มีทางที่จะทำได้ จึงต้องถือว่าวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าหวังว่าจะเป็นความหวังหนึ่งของพวกเรา พวกผมหวังและเอาใจช่วยให้ผลิตตรงนี้ออกมาให้ได้ พวกเราจะได้ใช้วัคซีนตรงนี้กัน”
บทสรุปสุดท้าย ทางแอสตร้าเซนเนก้าจึงมาเจรจากับกระทรวงสาธารณสุข และสยามไบโอไซเอนซ์ และตกลงกันว่าจะให้ไทยเป็นฐานการผลิตในอาเซียน
“สยามไบโอไซเอนซ์มีกำลังการผลิตประมาณ 200 ล้านโดสต่อปี หรือฉีดได้ประมาณ 100 ล้านคน คิดว่าพอไหวสำหรับอาเซียน บ้านเราก็จะมีวัคซีนที่ทางสยามไบโอไซเอนซ์บอกคือ ประมาณครึ่งแรกของปี 2564 จะได้วัคซีนตรงนี้”
นี่คือส่วนหนึ่งของเบื้องลึก-เบื้องหลัง ข้อตกลงการลงนามเจตจำนงและสัญญาการจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้าระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสยามไบโอไซเอนซ์ กับแอสตร้าเซนเนก้า