ก้าวไกล คิกออฟ ยื่นแก้ ม.112 ลดอัตราโทษ คุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสน
ก้าวไกล เสนอ 5 ร่างกฎหมาย แก้ ม. 112 ลดโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 1 ปี ปรับ 3 แสน ป้องกันพระเกียรติยศ
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อเวลา 10.15 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ส.ส.พรรคร่วมกันแถลงข่าว ถึงการเสนอชุร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนทั้งหมดประกอบด้วย
1.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
2.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
3.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..)
4.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. … และ 5.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ…
ทั้งนี้ นายพิธา กล่าวว่า เราได้อภิปรายถกเถียงภายในพรรค ร่วมจัดทำร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคมีจุดยืนและมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนในการสนับสนุนยึดหลักการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดคือการให้สถาบันเป็นที่เคารพ สักการะ ปลอดจากคำติฉินนินทา และคำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ของสาธารณชน
ทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้คือการดึงสถาบันให้พ้นจากการเมือง มิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดเข้ามาฉกฉวย หยิบยก แอบอิง แอบอ้าง ความจงรักภักดีต่อสถาบัน เพื่อใช้โจมตีอีกฝ่ายโดยเฉพาะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือฟ้องร้อง กลั่นแกล้ง ปิดปาก
เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ศาลอาญาไม่ให้ประกัน นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายอานนท์ นำภา นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 4 โดยศาลเห็นว่าอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อาจถูกจองจำอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้งที่ความผิดเป็นแค่แสดงทางออกทางการเมืองอย่างสันติ ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรงที่ต้องถูกควบคุมตัว
ถึงจุดนี้ไม่ว่าเราเห็นด้วยหรือไม่กับการชุมนุม แต่จำเลย 112 ควรได้รับสิทธิพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างของปัญหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งในแง่ตัวบท โครงสร้าง การบังคับใช้ ซึ่งกระทบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่
“พรรคก้าวไกลขอย้ำว่าการธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถจะบรรลุได้ด้วยการใช้อำนาจ กดบังคับ หรือใช้กฎหมายปราบปรามสถาบันการเมืองใดๆ ในสังคมสมัยใหม่ย่อมดำรงอยู่ได้ด้วยความชอบธรรมและความยินยอมพร้อมใจจากประชาชน
ดังนั้น หนทางที่พวกเราควรจะทำก่อนสายเกินการณ์ คือการแสวงหากุสโลบายที่สอดคล้องกับยุคสมัย เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันกับประชาชน ภายใต้ระบบนิติรัฐทำให้สถาบันปลอดพันจากการเมือง ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” นายพิธา กล่าว
นายพิธา กล่าวว่า นอกจากปัญหาเกี่ยวกับมาตรา 112 ในปลายปีที่ผ่านมา เรายังมีปัญหาการใช้กฎหมายปิดกั้นการแสดงออก การมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือ ตรวจสอบอำนาจรัฐ จึงเสนอชุดร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนทั้งหมด
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค กล่าวถึงรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ว่า แบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่
1.เป็นการยกเลิกโทษจำคุกให้เหลือแต่โทษปรับในความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือ ดูหมิ่นบุคคลทั่วไป คือ มาตรา 326 328 293 ในความผิดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 136 และ ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา มาตรา 198 เนื่องจากตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลปัจจุบัน การจำคุกในทางอาญาซึ่งควรนำมาใช้กับการกระทำความที่มีลักษณะผิดร้ายแรงเท่านั้น
ถือว่าเป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสมกับกรณีหมิ่นประมาท ไม่ได้สัดส่วนระหว่างการประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับการคุ้มครอง ชื่อเสียงของบุคคลอื่น ผู้กระทำผิดผิดได้รับโทษรุนแรงกว่าสภาพความผิด และยังกระทบสิทธิเสรีภาพต่อสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน
2.ย้ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 ไปกำหนดลักษณะความผิดใหม่ ลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติยศ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เพื่อให้มีความเหมาะสมทั้งแง่โครงสร้างบทบัญญัติ อัตราโทษ การยกเว้นความผิด การยกเว้นโทษ และผู้ร้องทุกข์ เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ และของ พระราชินี รัชทายาท
รวมถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้เหนือประชาชนทั่วไป ยังคงมีบทลงโทษจำคุก แต่ลดอัตราโทษลงมา ไม่ให้รุนแรงจนเกินไป ไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ รวมทั้งสามารถพิจารณาลงโทษปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้ได้สัดส่วนกับสภาพความผิด
ในบทบัญญัติระบุว่า ๑๓๕/๕ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดหมิ่นประมาท ๑๓๕/๖ ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
๑๓๕/๗ ผู้ใดติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ
มาตรา ๑๓๕/๘ ความผิดฐานในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว แล้วแต่กรณี และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
นายชัยธวัช กล่าวว่า และเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลทั่วไป นำฐานความผิดนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองกลั่นแกล้งผู้อื่น หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงกำหนดให้ตามมาตรา มาตรา ๑๓๕/๙ ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้
ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในกรณีทั้งปวงเกี่ยวกับความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ห้ามมิให้ระบุพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย นาม หรือข้อความใดอันแสดงหรืออนุมานได้ว่าพระมหากษัตริย์ พระรดาชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นคู่กรณีหรือคู่ความ ให้ระบุสำนักพระราชวังเป็นคู่กรณีหรือคู่ความ” ทั้งนี้ กำหนดให้ลักษณะความผิดนี้เป็นความผิดที่ยอมความได้
3.ย้ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาดมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ โดยยกโทษจำคุกให้เหลือแต่โทษปรับ