โบรกฯชี้อานิสงส์ “เปิดเมือง-วัคซีนพาสปอร์ต-มาตรการกระตุ้นภาครัฐ” หนุนฟันด์โฟลว์ทะลักเข้าหุ้นไทย แรงส่ง “หุ้น Laggard” คืนชีพ “บล.เอเซีย พลัส” จัดโผหุ้นเด่น “AAV-BDMS-AMATA” ฟาก “บล.กสิกรไทย” คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปีนี้ 3.4 ล้านคน ส่วนปีหน้าเพิ่มเป็น 24 ล้านคน หลังมีการฉีดวัคซีน ประเมินหุ้นไทยปีนี้ outperform คาดการณ์กำไร บจ.ทั้งปีอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากประเทศไทยเริ่มมีการกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว หลังจากนี้ จะเห็นทิศทางการเปิดเมือง (reopening) ที่เริ่มชัดขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดวัคซีนพาสปอร์ต (vaccine passport) ซึ่งจะหนุนบรรยากาศที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย (SET) ช่วยสร้างความมั่นใจ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ดี
“เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากประเทศอินโดนีเซีย เมื่อมีการฉีดวัคซีนดัชนีตลาดหุ้นอินโดฯ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ดีดตัวขึ้นมาเกือบ 7% (ณ 5 มี.ค. 2564) โดยมีเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าต่อเนื่อง แค่ 2 เดือนซื้อสุทธิไปกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น สัญญาณเหล่านี้จะหนุนฟันด์โฟลว์ทยอยไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเช่นกัน ซึ่งตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแล้ว 3%” นายภราดรกล่าว

ขณะเดียวกัน แรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังมีต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ อาทิ โครงการเราชนะ, เรารักกัน, เราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น และจะเริ่มเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเครื่องยนต์อื่น ๆ อีก เช่น มาตรการท่องเที่ยว และมาตรการด้านการลงทุน
นายภราดรกล่าวว่า จากปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้หุ้นที่ราคายังไม่ปรับขึ้นเหมือนหุ้นตัวอื่น (laggard) จะค่อนข้างน่าสนใจ เริ่มจากหุ้นสายการบินที่มีโอกาสฟื้นกลับมาได้ และคาดว่าการเดินทางในประเทศตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้เป็นต้นไป โอกาสฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/2564 หลังสถานการณ์โควิดดีขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
โดยฝ่ายวิจัยแนะนำ บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศส่วนใหญ่ติดเชื้อโควิดน้อย เช่น ไต้หวัน, จีน เป็นต้น ซึ่งหนุนให้การฟื้นตัวดูโดดเด่น และมาตรการภาครัฐกระตุ้นการเดินทางในประเทศกลับมาคึกคัก ประกอบ AAV เป็นสายการบินที่ใช้กลยุทธ์ขายตั๋วล่วงหน้า น่าจะช่วยให้อยู่รอด และหลังโควิดจะมีฝูงบินบริการมากที่สุด
ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2564 ที่ 3.10 บาท คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 ขาดทุน 295 ล้านบาท และกลับมามีกำไรสุทธิปี 2565 ที่ 380 ล้านบาท
นายภราดรกล่าวว่า หุ้นที่น่าสนใจต่อมา คือ หุ้นโรงพยาบาล ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นหลังมีการกระจายวัคซีน ผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศน้อยลง รวมไปถึงโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มยื่นเอกสารขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ช่วยปลดล็อกความกังวลหนุนการฟื้นตัวผู้ป่วยไทยเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ขณะที่มีการผ่อนคลายมาตรการกักตัวผู้ป่วยต่างชาติที่ fly-in (บินเข้ามา) ที่ฉีดวัคซีนแล้ว เช่น ลดวันกักตัว เป็นต้น
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นสภาพคล่องสูงอย่าง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เพราะเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายครอบคลุม 40 สาขาทั่วประเทศ สามารถกระจายวัคซีนได้ทั่วถึงและมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ 30% ดังนั้น ยิ่งเปิดเมืองเร็วก็จะยิ่งฟื้นตัวได้เร็ว ให้ราคาเป้าหมายที่ 24 บาท คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 8,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
นายภราดรกล่าวอีกว่า ส่วนภาคการลงทุนจะได้อานิสงส์จากการที่นักธุรกิจต่างชาติเดินทางบินมาดูที่ดินในประเทศไทยมากขึ้น จะหนุนหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมได้ประโยชน์ ซึ่งฝ่ายวิจัยแนะนำ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น (AMATA) โดยประเมินมูลค่า (valuation) ยังมีอัพไซด์ให้ราคาเป้าหมายที่ 24.99 บาท คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 1,276 ล้านบาท เติบโต 15.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทยกล่าวว่า ปีนี้ประเมินนักท่องเที่ยวจะเข้าไทย 4.3 ล้านคน และเพิ่มเป็น 24 ล้านคนในปี 2565 ซึ่งจะหนุนการฟื้นตัวหุ้นท่องเที่ยวและขนส่ง แต่การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการกระจายวัคซีน
ขณะที่การคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศจะหนุนให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น ส่งผลดีต่อหุ้นพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน ปริมาณการเติมน้ำมัน และค่าการกลั่นฟื้นตัว ส่วนหุ้นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) จะได้รับประโยชน์และหุ้นค้าปลีกที่เน้นรายได้จากนักท่องเที่ยวจะทำให้การเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ฟื้นตัว
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นรถไฟฟ้าและทางด่วนที่ได้แรงหนุนการคลายล็อกดาวน์ ช่วยเพิ่มปริมาณการใช้บริการรถไฟฟ้าและทางด่วนดีขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นโรงภาพยนตร์อย่าง บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ (MAJOR) ที่มีผู้ใช้บริการดีขึ้นหลังได้รับอานิสงส์การกระจายวัคซีน และคาดจะมีหนังฟอร์มยักษ์ลงโรงฉายมากขึ้น รวมไปถึงหุ้นสื่อได้บรรยากาศเชิงบวกจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจและเม็ดเงินโฆษณา
นายสุนทรกล่าวด้วยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไรภาพรวมอยู่ที่ 559,606 ล้านบาท ลดลง 36.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยช่วงไตรมาส 4/2563 หดตัว -20.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมาอยู่ที่ 156,866 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งถือว่าดีกว่าคาด
ทั้งนี้ เชื่อว่าโมเมนตัมอาจดีต่อเนื่องในไตรมาส 1/2564 จากตัวเลขส่งออกฟื้นตัวดี และราคาน้ำมันดีดตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ประเมินภาพหุ้นไทยปีนี้ราคาหุ้นน่าจะมีประสิทธิภาพดี (outperform) โดยคาดการณ์กำไร บจ.ทั้งปีอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท